คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111/2477
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่จำเลยคนหนึ่งชักมีดต่อสู้เจ้าพนักงาน ไม่เป็นความผิดฐานปล้น หากไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้ง 4 คนสมคบกันเพื่อลักทรัพย์
2. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้ไขโทษจำเลยผู้มิได้อุทธรณ์ให้เบาลงได้ หากเป็นการแก้ไขในลักษณะคดี
3. ศาลสามารถลงโทษจำเลยตามบทแห่งความผิดที่บรรยายในฟ้องได้ แม้โจทก์มิได้อ้างบทขอให้ลงโทษจำเลย
ย่อคำพิพากษา
เมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยทั้ง 4 คนสมคบกันเพื่อลักทรัพย์แล้วแม้จำเลยคนหนึ่งชักมีดเพื่อต่อสู้เจ้าพนักงานก็ไม่เป็นความผิดฐานปล้น วิธีพิจารณาอาชญาอำนาจศาลอุทธรณ์ ฟ้อง,ตัดสิน คดีที่จำเลยบางคนอุทธรณ์บางคนไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจตัดสินแก้ ไขบทลงโทษจำเลยผุ้ที่มิได้อุทธรณ์ขึ้นมาให้เบาลงได้อุทธรณ์ขึ้นมาให้เบาลงได้เมื่อเป็นการแก้ไขในลักษณคดี
(เทียบฎีกาที่ 649/2471) ฟ้องโจทก์กล่าวบรรยายความชัดเจนแต่มิได้อ้างบทขอให้ลงโทษจำเลยด้วยศาลก็ตัดสินลงโทษจำเลยตามบทแห่งความผิดที่บรรยายไว้นั้นได้(เทียบฎีกาที่ 630/2474)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ได้ความว่ากระบือของ ช.กับพวกปล่อยเลี้ยงไว้หายไปโดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร้าย ครั้นรุ่งขึ้น ส. ผู้ใหญ่บ้านกับพวกเห็นจำเลยนี้เป็นผู้พากระบือของกลางไปจึงจับไว้โดยสงสัยว่าจะเป็นผู้ร้ายลักของใครมา ในขณะจะจับกุม ล. จำเลยชักมีดจะต่อสู้พวกที่จับกุม ๆ นี้อยู่ต่างตำบลกับเจ้าทรัพย์ ทั้งไม่ทราบว่ากระบือของใครหายด้วย ระยะทางที่จับจำเลยได้ห่างจากที่กระบือของ ช.ปล่อยเลี้ยงไว้ประมาณ ๙๐๐ เส้น ต่อมาเจ้าทรัพย์ทราบเข้าไปดูก็จำได้ว่าเป็นกระบือของตน ห. จำเลยรับสารภาพว่าได้เป็นผู้ร้ายรายนี้ ส่วนจำเลยอื่นอีก ๔ คนปรากฎว่าในวันกระบือหายจำเลยมีฐานที่อยู่ หาได้สมคบกับ ห. มาแต่แรกเมื่อลักกระบือนี้ไม่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๙๖-๓๐๑
ศาลเดิมตัดสินว่า ห.ล.ค.จำเลยมีผิดตามมาตรา ๓๐๑ ส่วน ร.ป.มีผิดตามมาตรา ๒๙๖
ล.ค. จำเลย ๒ คนเท่านั้นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตัดสินแก้ว่า ห.มีผิดตามมาตรา ๒๙๖ - ๕๙ ล.ค.ร.ป. มีผิดตามมาตรา ๓๒๑ แล ล. มีผิดตามมาตรา ๑๒๐ อีกกะทงหนึ่ง แม้มาตรานี้โจทก์จะไม่ได้ขอมา ก็ดีศาลก็ลงโทษได้ เพราะฟ้องโจทก์กล่าวความไว้ ชัดเจนแล้ว แลจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ขึ้นมานั้นศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจแก้ไขได้เพราะเป็นการแก้ไขในลักษณคดี
ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ไม่มีพะยานสืบว่าใครเป็นผู้ร้ายรายนี้ที่จะลงโทษ ห.ฐานลักกระบือได้ก็โดยคำรับของ ห.เอง และเหตุการณ์ขาดตอนกันมา ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยนอกจาก ห. มีผิดฐานรับของโจรเพราะไม่ได้สมคบกัน ห.ในการลักทรัพย์มาแต่แรกนั้นชอบแล้ว ฉะนั้นแม้ ล.จะชักมีดออกเพื่อต่อสู้ผู้จับกุมก็ดีกิริยาเช่นนี้ก็ไม่ทำให้เป็นการปล้นทรัพย์ ล. มีผิดตามมาตรา ๑๒๐ อีกกะทงหนึ่งเท่านั้นแม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรานี้มาในฟ้องก็ดี เมื่อโจทก์ได้บรรยายเหตุการณ์ไว้ในฟ้องชัดเจนแล้วก็ลงโทษตามมาตรานี้ได้ จึงตัดสินยืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 111/2477
อัยยการนครราชสีมา โจทก์
นายหัด นายหล่อน นายเครน นายหลอด นายเป๊ะ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยยการนครราชสีมา · จำเลย - นายหัด นายหล่อน นายเครน นายหลอด นายเป๊ะ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พลางกูร · มนธา · ธรรมบัณฑิต บุนยะปานะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา