คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2478
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นและทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วเอาทรัพย์นั้นไปเพื่อใช้ในการต่อสู้กับเจ้าพนักงาน ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ หากไม่มีเจตนาเป็นโจร. การทำร้ายเจ้าพนักงานจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5) นั้น การบาดเจ็บเพียงงอศอกและกำมือไม่ได้ ถือเป็นเหตุสาหัสในลักษณสามัญ ซึ่งควรลงโทษตามมาตรา 297 วรรคสอง ไม่ใช่มาตรา 297 วรรคแรก. การเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 38 แห่งประมวลกฎหมายอาญา สามารถกระทำได้ แม้จำเลยจะเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษมาแล้ว และมากระทำความผิดในขณะที่ยังอยู่ระหว่างการต้องโทษในคดีอื่น.
ย่อคำพิพากษา
ทำร้ายร่างกายเขาแลทุบตีทรัพย์ของเขาแล้วเก็บเอาปืนของเขาไปเพื่อใช้ยิงต่อสู้ผู้จับกุม ไม่เป็นผิดฐานชิงทรัพย์ เพราะไม่มีเถยยะจิตต์เป็นโจร ทำร้ายเจ้าพนักงานถึงสาหัสคืองอศอกแลกำมือไม่ได้นั้นเป็นสาหัสในลักษณสามัญควรวางโทษเพียง 7 ปี ไม่ควรวางโทษถึง 10 ปี จำเลยเคยต้องโทษแลพ้นโทษมาแล้ว แม้มาทำผิดในขณะกำลังต้องโทษเรื่องอื่นอยู่ก็เอาโทษที่เคยถูกจำคุกแลพ้นมาแล้วนั้นมาเพิ่มโทษจำเลยได้ อ้างฎีกาที่ 649/2477
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
จำเลยที่ ๑ กับ ผ.พวกอีกคน ๑ เป็นพลทหารถูกจำคุกอยู่ ได้ช่วยกันทำร้ายร่างกายผู้บังคับกองเรือนจำถึงสาหัส คือ งอศอกแลกำมือไม่ได้ แล้วส่วนจำเลยที่ ๒ ใช้ไม้ตีไม่ถึงบาดเจ็บโดยไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ ๑ แล ผ.แล้วจำเลยที่ ๑ กับ ผ.ได้ขึ้นเรือนผู้บังคับกองเรือนจำทุบตีทรัพย์สมบัติต่าง ๆ เสียหาย แล ผ.ได้เก็บเอาปืนพกแลกะสุนปืนบนเรือนมาใช้ยิงต่อสู้ผู้ที่จะเข้าจับกุม เมื่อ ผ.ถูกยิงตายจำเลยที่ ๑ ได้โยนปืนให้เจ้าหน้าที่ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ ถูกจำคุกได้เคยต้องโทษแลพ้นโทษฐานลักทรัพย์แลฐานมีสุราเถื่อนมาแล้ว
ศาลทหารบกที่ ๑ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามกฎหมายอาญาทหาร ม.๓๘-๔๐ แลกฎหมายอาญา ม.๒๕๗ จำคุก ๕ ปี ฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา ๒๙๙ จำคุก ๓ ปี แต่ไม่เพิ่มโทษ ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามกฎหมายอาญาทหาร ม.๓๘ จำคุก ๒ ปี
ศาลทหารกลางแก้โทษจำเลยที่ ๑ ฐานทำร้ายร่างกายเป็น ๑๐ ปี ฐานชิงทรัพย์แก้เป็นฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา ๓๒๔ จำคุก ๑ ปี แลไม่เพิ่มโทษตามศาลชั้นต้น แก้โทษจำเลยที่ ๒ เป็น ๔ ปี
คดีมีฎีกาฉะเพาะจำเลยที่ ๑
ศาลฎีกาเห็นว่า กิริยาที่พาเอาปืนไปไม่มีเถยยจิตต์เป็นโจร ไม่เป็นผิดฐานชิงทรัพย์ ส่วนกำหนดโทษฐานทำร้ายร่างกายแรงเกินไป เพราะเป็นเพียงสาหัสในลักษณสามัญ จึงแก้เหลือ ๗ ปี ส่วนการเพิ่มโทษนั้นเห็นว่าเพิ่มได้ เพราะเอาโทษที่จำเลยเคยรับแลเคยพ้นโทษมาแล้วในครั้งก่อน ๆ มาเพิ่ม จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ทั้ง ๒ ฐานตามมาตรา ๗๒ อีก ๑ ใน ๓
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2478
อัยยการศาลทหารกรุงเทพฯ - โจทก์
พลทหารเจือ ปุณณารักษ์ที่ 1 พลทหารปุ๋ย พึ่งเดชที่ 2 - ล
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยยการศาลทหารกรุงเทพฯ - · ล - พลทหารเจือ ปุณณารักษ์ที่ 1 พลทหารปุ๋ย พึ่งเดชที่ 2 - |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนธา · พลางกูร · อมาตย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา