คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2479
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่อ้างว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์สินที่นำไปกล่าวอ้างนั้นมิใช่ของตน และได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจนเกิดความเสียหาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยไปพูดขอจำนองเรือนและได้รับล่วงหน้าไปบ้างแล้ว ครั้นถึงกำหนดบิดพริ้วไม่ยอมไปทำสัญญาจำนองพูดว่าไม่ใช่เรือนของตน เพียงเท่านี้จำเลยยังไม่มีผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ต้องสืบให้ได้ความว่าเรื่อนที่ว่า+จำนองตนนั้นมิใช่ของจำเลยจริง และจำเลยรู้แล้วเอาไปพูดหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อจึงจะลงโทษจำเลยได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีได้ความว่าจำเลยทั้งสองได้ไปหาโจทก์พูดขอจำนองเรือนที่จำเลยอยู่ให้โจทก์เป็นเงิน ๑๐๐ บาท โจทก์จึงมอบเงิน ๘๓ บาทให้จำเลยไปก่อน โดยจำเลยอ้างว่าจะเอาไปเสียค่าปรับเรื่องเล่นเบี้ยโบก ส่วนอีก ๑๗ บาทนั้นตกลงจะไปชำระกันในวันทำสัญญา-จำนอง ครั้นถึงกำหนดทำสัญญาจำนองจำเลยก็ผัดผ่อนหลีกเลี่ยงตลอดมาจนในที่สุดได้บอกโจทก์ว่ามิใช่เรือนของตน
ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๐๔
ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าคดีนี้โจทก์ไม่มีพะยานสืบให้ฟังได้ว่าเมื่อจำเลยไปพูดขอจำนองเรือนนั้นเรือนที่จะเอาจำนองไม่ใช่ของจำเลย เรือนหลังนั้นเวลานี้จะเป็นของใครยังไม่แน่ชัด ฉะนั้นเมื่อโจทก์สืบไม่ได้ว่าเมื่อไปขอจำนองครั้งแรก จำเลยได้กล่าวเท็จหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อ รูปคดียังไม่เป็นผิดทางอาญาพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2479
นางยศ ศรีตะลานุ โจทก์
นายโบย ชมบุญที่ 1,นางกี ชมบุญที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางยศ ศรีตะลานุ · จำเลย - นายโบย ชมบุญที่ 1,นางกี ชมบุญที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พลางกูร · มนธา · อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - พระอินทปัญญา · ศาลอุทธรณ์ - พระเทพปัญญา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา