คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 733/2479
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีหนึ่งแล้ว หากคดีอื่นมีข้อเท็จจริงและประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเหมือนกัน ศาลจะอ้างอิงคำวินิจฉัยในคดีก่อนมาใช้บังคับแก่คดีหลังได้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยรายละเอียดในคดีหลังอีก
ย่อคำพิพากษา
ในคดีที่อัยยการแยกฟ้องจำเลยต่างสำนวนกันโดยหาว่าจำเลยสมคบกันกระทำผิดแลพะยานสำคัญของโจทก์ก็เป็นชุดเดียวกันทั้ง 2 สำนวน เมื่อสำนวนแรกศาลพิพากษายกฟ้องไปแล้ว เมื่อศาลเห็นว่าพะยานสำคัญในคดีหลังเบิกความทำนองเดียวกัน +ดีก่อน ศาลจะอ้างถึงคดีก่อนโดยไม่วินิจฉัยรายละเอียดในคดีหลังก็ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยในคดีนี้กับ พ.สมคบกันเป็นผู้ร้ายลักกระบือของเจ้าทรัพย์ไปขอให้ลงโทษตาม ม.๒๙๓-๒๙๔
ปรากฎว่าคดีนี้เป็นกรณีเดียวกับคดีที่อัยยการสิงหบุรีเป็นโจทก์ฟ้อง พ.เป็นจำเลยซึ่งศาลฎีกาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๘/๒๔๗๙ โดยยกเหตุผลขึ้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดว่า หลักฐานพะยานโจทก์ไม่พอจะฟังลงโทษจำเลยได้แลพิพากษาให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พะยานสำคัญของโจทก์ในคดีนี้ก็เป็นพะยานชุดเดียวกับคดีก่อนแลเบิกความไปทำนองเดียวกัน กล่าวคือเบิกความขัดต่อเหตุผลแลต่างกันในข้อสำคัญหลายอย่าง จะฟังลงโทษจำเลยยังไม่ได้ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 733/2479
อัยยการสิงหบุรี โจทก์
นายม้วน ก้อนแข็ง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยยการสิงหบุรี · จำเลย - นายม้วน ก้อนแข็ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นล · อิศร · ดูปลาตร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นา+ · ศาลอุทธรณ์ - พร+ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา