คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2480
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาตกลงทำสัญญาขายฝากที่ดิน โดยมีเจตนาที่แท้จริงเป็นการกู้ยืมเงินและให้ที่ดินเป็นประกันนั้น ไม่ถือเป็นนิติกรรมอำพรางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 288
ย่อคำพิพากษา
คู่สัญญาตั้งใจจะกู้เงินและให้ที่ดินเป็นประกัน แต่เมื่อไปที่เกษตร์ได้ตกลงทำเป็นคู่สัญญาขายฝากดังนี้ ไม่เรียกว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ประมวลวิธีพิจารณาแพ่ง ม.288
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ชนะความจำเลยเรื่องหนี้สินจึงนำยึดเรือนและครัวไฟ เพื่อขายทอดตลาดผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า เรือนที่โจทก์ยึดที่จำเลยได้ทำสัญญาขายฝากให้ผู้ร้องแล้ว
ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยได้ทำสัญญาต่อหอทะเบียนขายฝากแก่ผู้ร้องเป็นเงิน ๓๕๐ บาท ในชั้นแรกปรากฎว่านายยาไปพูดกับผู้ร้องว่าจำเลยจะหาเงินโดยเอาเรือนเป็นประกัน ผู้ร้องว่าต้องไปทำที่เกษตร์ ชั้นแรกผู้ร้องจะให้ทำเป็นขายขาด แต่จำเลยอธิบายว่า การทำสัญญาขายขาดหรือขายฝากก็เหมือนกัน ครั้นทำสัญญาขายฝากแล้ว จำเลยก็ทำสัญญาเช่าต่อผู้ร้องไป
ศาลฎีกาตัดสินว่า เรื่องนี้โจทก์สืบไม่ได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยได้สมยอมกันเพื่อฉ้อโกงโจทก์ และรูปคดีก็ไม่เป็นนิติกรรมอำพรางดังศาลชั้นต้นฟังมา เป็นแต่เพียงว่า เดิมคู่กรณีหวังผลอย่างหนึ่ง ภายหลังมาตกลงกันใหม่อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ถอนการยึด
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2480
นางกิ่ว แซ่ก๊วย โจทก์
นายจำรัส กาญจนมุสิก จำเลย
นายผัน ปั้นเปี่ยมรัฎษ์ ผู้ร้องขัดทรัพย์
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางกิ่ว แซ่ก๊วย · จำเลย - นายจำรัส กาญจนมุสิก · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายผัน ปั้นเปี่ยมรัฎษ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พลางกูร · นิติศาสตร์ · เทฟโนต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา