คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 91/2483
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ และอ้างมาตรากฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดทั้งสองฐานนั้น เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใด ก็สามารถลงโทษจำเลยในความผิดฐานนั้นได้ โดยไม่ถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม
ย่อคำพิพากษา
โจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่หาว่ากระทำผิดแล้วอ้างว่าจำเลยลักหรือยักยอกและอ้างมาตรามาทั้ง 2 ความผิดนั้นเมื่อศาลเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดฐานใดก็ลงโทษได้ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ นางลิ้นจี่ลืมของไว้ต่อหน้าจำเลย ๑ ห่อมีทองรูปพรรณราคา ๒๓๐ บาท จำเลยเก็บเอาของนั้นไปโดยเจตนาลักหรือยกยอกขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ๓๑๘
ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ทราบแล้วว่าห่อของเป็นของผู้เสียหาย การที่จำเลยเอาไปจึงมีผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๒๘๘ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย ว่า ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้น จำเลยต้องมีผิดฐานลักทรัพย์จำเลยกล่าวว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์หรือยักยอกอันเป็นความผิดต่างประเภทกัน ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ขอให้ ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือยักยอกฐานใดฐาน ๑ มิได้ประสงค์ให้ลงโทษทั้งสองฐานใน วกรรมเดียวกันและโจทก์อ้างมาตรามาให้ศาลเลือกลงโทษตามความผิดจึงไม่เป็นการฟ้องเคลือบคลุมจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 91/2483
อัยยการสุราษฎร์ธานี โจทก์
นางสาวสมบุญ มัชณิมวงศ์ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยยการสุราษฎร์ธานี · ล. - นางสาวสมบุญ มัชณิมวงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อิศร · อรรถกฤต ช.เพ็ญชาติ · สุทธิอรรถนฤมนตร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - ++ · ศาลอุทธรณ์ - ++ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา