คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2497
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องพิพาทซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้เช่า ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายควบคุมการเช่าในภาวะคับขัน
2. การนำสัตว์ไปพักไว้ชั่วคราวหรือเลี้ยงสัตว์เล็กน้อยในเคหสถาน ไม่ถือเป็นการประกอบการค้า
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ลงในทะเบียนสำมะโนครัวว่าเจ้าบ้านห้องพิพาทและมีบุตรหลานภริยาของจำเลยที่ 1 ร่วมอาศัยอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะได้ซื้อห้องใหม่ไว้อีกแห่งหนึ่งแล้วแต่ยังคงไป ๆ มา ๆ ในห้องพิพาทและในสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้เช่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องพิพาทนี้ส่วนเกี่ยวดองอยู่ในครอบครัวของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ดังนี้ จำเลยย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมเช่าในภาวะคับขัน
และการที่จำเลยที่ 1 เคยเอาหมูไปพักไว้ในที่พิพาทเป็นการชั่วคราวหรือเลี้ยงเป็ดไก่ ดังนี้ไม่เรียกว่าจำเลยประกอบกาค้า
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องกล่าวเป็นใจความสำคัญว่า จำเลยที่ ๑ เช่าที่ดินของโจทก์ปลูกห้องแถวเพื่อประกอบการค้า บัดนี้สัญญาเช่าสิ้นอายุแล้ว และจำเลยที่ ๑ ได้ซื้อห้องแถวเลขที่ ๔๙๐ ถนนยมจินดาและได้ย้ายครอบครัวมาอาศัยทำการค้าอยู่ในห้องใหม่นี้แล้ว จึงหมดความจำเป็นที่จะอยู่ในที่ดินของโจทก์ต่อไป แต่จำเลยที่ ๑ ยังให้จำเลยที่ ๒ กับบริวารอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ รื้อห้องพิพาทออกไปจากที่ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมรื้อ ขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ ๑ รื้อถอนออกไปและขับไล่จำเลยที่ ๒ กับให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออก
จำเลยทั้งสองให้การและเพิ่มเติมให้การว่าจำเลยที่ ๑ ใช้ห้องพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยมิใช่เพื่อประกอบการค้า ได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน จำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นมารดาคงอยู่อาศัยในห้องพิพาทเลขที่ ๓๓๔ และจำเลยได้ต่อสู้อย่างอื่นอีกหลายประการ ที่ดินรายนี้เช่ากันปีละ ๑๕๐ บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายถึงเดือนละ ๑๐๐ บาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่เคยมีหนังสือแจ้งการโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยทราบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาฟังต้องกันว่าที่พิพาทอยู่ในย่านทำเลการค้าและจำเลยเช่าเพื่อเจตนาค้าสุกรเป็นส่วนใหญ่ จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน โจทก์มีอำนาจฟ้องส่วนค่าเสียหายโจทก์ควรได้รับเพียงค่าเช่าเป็นรายเดือน ๆ ละ ๑๒ บาท ๕๐ สตางค์ พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนห้องแถวและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ออกไปจากที่โจทก์ภายใน ๑ เดือนและให้จำเลยที่ ๒ กับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑๒ บาท ๕๐ สตางค์แต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินโจทก์
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ประสงค์เช่าที่พิพาทเพื่ออยู่อาศัย เพราะจำเลยมีครอบครัวอยู่ด้วยกันถึง ๑๗ คน จนต้องขยับขยายปลูกขึ้นอีกห้องหนึ่งการที่จำเลยที่ ๑ เอาหมูไปพักไว้ในที่พิพาทเป็นการชั่วคราวหรือเลี้ยงเป็ดไก่ดังนี้ ไม่เรียกว่าจำเลยประกอบการค้า
อนึ่งการที่จำเลยที่ ๒ ลงในทะเบียนสำมะโนครัวว่าเจ้าบ้านห้องพิพาทและมีบุตรหลานภริยาของจำเลยที่ ๑ ร่วมอาศัยอยู่ด้วย แต่จำเลยที่ ๑ คงไป ๆ มา ๆ ในบ้านพิพาทและสัญญาเช่าก็มีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้เช่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องพิพาทนี้ล้วนเกี่ยวดองอยู่ในครอบครัวของจำเลยที่ ๑ ทั้งสิ้นจำเลยย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2497
นายหวีที่ 1 ,นางสาวสวงที่ 2 โจทก์
นายเอี๊ยที่ 1,นางอู๋ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายหวีที่ 1 ,นางสาวสวงที่ 2 · จำเลย - นายเอี๊ยที่ 1,นางอู๋ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิเทศจรรยารักษ์ · ประมูล สุวรรณศร · ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดระยอง - นายสอาด สุทธิเสวันต์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงบริรักษ์จรรยาวัตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา