⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1707-1708/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707-1708/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสาธารณชนย่อมมีผลบังคับเหนือกว่ากฎหมายที่คุ้มครองเอกชน แม้จะมีการเช่าที่ดินมาก่อน แต่การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายที่คุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง

ย่อคำพิพากษา

บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง ฯ มีวัตถุประสงค์จะคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสาธารณชนส่วนพระราชบัญญัติควบุคมค่าเช่าในภาวะคับขัน ฯ เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสาธารณชนจึงมีผลบังคับเหนือกว่ากฎหมายที่คุ้มครองเอกชน การที่พระราชบัญญัติการชลประทานหลวงบัญญัติห้ามปลูกสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดรุกล้ำคันคลอง ชานคลองนั้น แม้จำเลยจะเช่าที่ดินกรมชลประทานปลูกเรือนอยู่อาศัยมาก่อนก็ตามก็ย่อมไม่ได้รับยกเว้นที่จะคงอยู่ต่อไป และไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน ฯ ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมา โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ปลูกโรงเรือนเพื่ออยู่อาศัยและค้าขายในเขตชานคลองระพีพัฒน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยเช่าที่ดินจากโจทก์เป็นปี ๆ สัญญาเช่าสิ้นสุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ โจทก์บอกเลิกการเช่า จำเลยฝ่าฝืน จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยรื้อโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างออกไป และไม่ให้เข้าเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในฟ้องไม่ตรงกับบทบัญญัติพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง ๆ ห้องที่จำเลยใช้อยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔ พิพากษาให้จำเลยรื้อห้องที่ประกอบการค้า ออกไปพ้นที่ดินโจกท์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยรื้อโรงเรือนที่ปลูกสร้างที่จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยออกไปให้พ้นเขตที่ดินพิพาทด้วย จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทปลูกโรงเรือนเป็นที่อยู่อาศัยนั้น เป็นการให้เช่าก่อนที่ทางราชการจะประกาศใน พ.ศ.๒๔๘๒ ว่า คลองระพีพัฒน์เป็นทางน้ำชลประทานตามความในพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.๒๔๘๕ แต่พระราชบัญญัตินี้ก็ยังมิได้บัญญัติห้ามมิให้มีการปลูกสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดรุกล้ำคันคลองหรือชายคลอง น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ โจทก์จึงยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทต่อมาจนได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งได้มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดเพาะปลูกหรือปลูกสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดรุกล้ำทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลอง หรือเขตพนัง ฉะนั้น ใน พ.ศ.๒๔๙๘ โจทก์จึงได้บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลย และให้จำเลยรื้อโรงเรือนออกไป เห็นว่า บทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติการชลประทานหลวงดังกล่าวแล้ว มีวัตถุประสงค์จะคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อันเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสาธารณชน ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน ฯ เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเอกชนเป็นราย ๆ ไป ฉะนั้น กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสาธารณชน จึงมีผลบังคับเหนือกว่ากฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเอกชน จำเลยจึงอ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน ฯไม่ได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707 - 1708/2506 กรมชลประทาน โดย ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดี ฯ โจทก์ นายซิวเม้ง แซ่ริ้ว จำเลย ฯลฯ โจทก์ นายเง็งฮ้อ แซ่ลิ้ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมชลประทาน โดย ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดี ฯ · จำเลย - นายซิวเม้ง แซ่ริ้ว · โจทก์ - ฯลฯ · จำเลย - นายเง็งฮ้อ แซ่ลิ้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายประเสริฐ วราภรณ์. · ศาลอุทธรณ์ - นายใหญ่ ศาลยาชีวิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา