⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 249/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 249/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
มูลหนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ได้รับเงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ ไม่ใช่วันที่ตกลงให้สินเชื่อ เจ้าหนี้ที่จ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกหนี้โดยสุจริตและไม่ทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ก็ไม่อาจขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นได้ หากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้มีขึ้นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

มูลหนี้แต่ละรายเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้รับเงินไปแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินและทำสัญญารับชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ หาได้เกิดตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ตกลงจะให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ไม่ แม้จะยังไม่ประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ในราชกิจจานุเบกษา และเจ้าหนี้จะจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่นำมาขอรับชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้โดยสุจริตและไม่ทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ก็จะขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไม่ได้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.28 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๔ เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญารับชำระหนี้เป็นเงิน ๘๓๒,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กรณีเชื่อได้ว่าเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ไม่ทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เพราะคำสั่งดังกล่าวเพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาหลังจากเจ้าหนี้จ่ายเงินให้ลูกหนี้ไปแล้ว และมูลหนี้รายนี้เกี่ยวเนื่องมาจากการตกลงระหว่างเจ้าหนี้ลูกหนี้ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้รายนี้ พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตให้เจ้าหนี้ผู้รับชำระหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน ๘๓๒,๐๐๐ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองฎีกาว่าศาลได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๔เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ตามมาตรา ๒๒ และ ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ลูกหนี้ทั้งสองไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ลูกหนี้ที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่เจ้าหนี้ผู้รับชำระหนี้รายที่ ๘ นำมาขอรับชำระหนี้ เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๔ มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ นั้น เห็นว่าแม้เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ ได้ทำสัญญาจะให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่ ๑ เพื่อให้ลูกหนี้ที่ ๑ นำเงินไปประกอบธุรกิจส่งสินค้าไปต่างประเทศโดยกำหนดวิธีการให้สินเชื่อดังที่ศาลฎีกากล่าวข้างต้นตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ลูกหนี้ที่ ๑ ต้องการสินเชื่อเมื่อใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด ลูกหนี้ที่ ๑จะต้องนำเลตเตอร์ออฟเครดิตของผู้สั่งซื้อสินค้ามาแสดง โดยเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นจะต้องผ่านธนาคารในต่างประเทศมายังธนาคารในประเทศ และลูกหนี้ที่ ๑จะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ ตามจำนวนเงินที่ได้รับจากเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ ทั้งจะต้องทำสัญญารับชำระหนี้ด้วย เห็นได้ชัดว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญารับชำระหนี้ที่ลูกหนี้ที่ ๑ออกให้แก่เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ เกิดขึ้นเป็นคราว ๆ ไป มูลหนี้แต่ละรายเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ที่ ๑ รับเงินไปแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินและทำสัญญารับชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ ดังนั้นมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ ๓๐กรกฎาคม ๒๕๒๔ และสัญญารับชำระหนี้ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ที่เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ มาขอรับชำระหนี้รายนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม๒๕๒๔ หลังจากวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ทั้งสองแล้ว หาได้เกิดตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ ตกลงจะให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่ ๑ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่ แม้จะยังมิได้ประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาและเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ จะจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่นำมาขอรับชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ ๑ ไปโดยสุจริตและไม่ทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ทั้งสอง เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้รายที่ ๘ ก็จะขอรับชำระหนี้ในจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไม่ได้ตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ พิพากษากลับ ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 249/2527 ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ บริษัทเคคอน จำกัด กับพวก จำเลย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ผู้ขอรับชำระหนี้

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด · จำเลย - บริษัทเคคอน จำกัด กับพวก · ผู้ขอรับชำระหนี้ - ธนาคารกสิกรไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรีชา พานิชวงศ์ · ปรานอม มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายพัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ศาลอุทธรณ์ - นายลิขิต ไชยฤทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1252/2530ฎีกา 8080/2538ฎีกา 865/2510ฎีกา 2634/2534ฎีกา 374/2534ฎีกา 4851/2545ฎีกา 1632/2535ฎีกา 997/2510ฎีกา 1679/2551ฎีกา 1890/2537ฎีกา 2649/2522ฎีกา 6555/2542ฎีกา 44/2549ฎีกา 8853/2550ฎีกา 5303/2533ฎีกา 1282-1288/2502ฎีกา 6052/2531ฎีกา 2006/2528ฎีกา 6066/2539ฎีกา 1064/2522ฎีกา 4799/2539ฎีกา 581/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา