⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2390/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสอบสวนจำเลยที่กระทำก่อนวันที่ 14 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่มีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20)ฯ ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ทนายความ หรือบุคคลที่จำเลยไว้วางใจร่วมฟังการสอบสวน

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20)ฯ มาตรา 6 บังคับใช้วันที่ 14 กันยายน 2542 อันเป็นเวลาภายหลังที่มีการสอบสวนจำเลยแล้ว ฉะนั้นการสอบสวนจำเลยซึ่งมีอายุ 16 ปี จึงไม่อยู่ในบังคับตาม พระราชบัญญัติดังกล่าว และไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญหรือทนายความหรือบิดามารดาหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจอันเป็นบุคคลที่จำเลยอ้างร่วมฟังการสอบสวน การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ม.6

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 43,600 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง (ที่ถูกประกอบ มาตรา 83) จำเลยอายุ 16 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 43,600 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลพบุรี น - 1426 ของนายเสริม ประจงแต่ง ผู้เสียหาย ซึ่งนายยอดรัก ประจงแต่ง นำไปจอดที่วัดพรหมรังสี ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจำนวน 5 รายการ ตามบัญชีของกลางคดีอาญา เอกสารหมาย จ. 3 ซุกซ่อนอยู่บนเพดานห้องพักในหอพักนักศึกษาภายในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และได้จับกุมนายอาคมกับจำเลยข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกจรัญ เกิดคำ ผู้จับเป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งจากอาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรีว่า มีกลุ่มนักศึกษาในวิทยาลัยถอดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ภายในหอพัก ขอให้พยานไปตรวจ พยานกับเจ้าพนักงานตำรวจหลายนายและอาจารย์วิทยาลัยดังกล่าวไปที่หอพัก พยานเข้าไปในห้องพักซึ่งมีจำเลยและนายอาคมอยู่ในห้อง ขอตรวจค้นห้องพัก พบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์อยู่บนเพดานห้อง พยานสอบถาม จำเลยรับว่าได้นำชิ้นส่วนดังกล่าวมาจากรถจักรยานยนต์ที่ลักมาจากวัดพรหมรังสี พยานจึงนำตัวจำเลยกับนายอาคมไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพนัสนิคมได้ตรวจสอบรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีพบว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 นายยอดรักมาแจ้งความว่ารถจักรยานยนต์หายไปจากที่จอดในบริเวณวัดพรหมรังสี จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจไปพานายยอดรักมา นายยอดรักดูแล้วจำได้ว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ที่หายไป พยานจึงจับกุมจำเลยกับนายอาคม จำเลยกับนายอาคมให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. 1 นอกจากนี้ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศิลป์ชัย อ่ำศรี พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความชั้นสอบสวน พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกับผู้อื่นลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจร จำเลยและนายอาคมให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 พยานได้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 และได้นำตัวจำเลยและนายอาคมไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและได้ถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ. 9 ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าคืนเกิดเหตุได้ไปเที่ยวงานที่โรงเรียนวัดพรหมรังสีกับนายอาคม และพานายอาคมไปบริเวณที่นายอาคมเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยจำเลยรู้เห็นอยู่ด้วย อันเป็นการเจือสมกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. 5 แต่จำเลยต่อสู้อ้างว่าไม่ได้ร่วมกับนายอาคมลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายให้รับสารภาพนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ถามค้านสิบตำรวจเอกจรัญกับร้อยตำรวจเอกศิลป์ชัย เรื่องจำเลยถูกทำร้ายจึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนัก เมื่อจำเลยถูกจับจำเลยก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนทันที และจากคำเบิกความของนายชูเกียรติ เพชรล้อม อาจารย์ประจำวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ผู้ดูแลหอพักพยานจำเลยได้ความว่า พยานได้นำตัวนายอนุพงศ์ผู้รับซื้อรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไปส่งที่สถานีตำรวจ เมื่อเดินทางไปถึงพยานพบจำเลยเดินออกมาจากห้องพนักงานสอบสวนและถามว่าถูกดำเนินคดีด้วยหรือ จำเลยมีอาการเหมือนจะร้องไห้และบอกว่าถูกดำเนินคดีด้วย เห็นได้ว่าหากจำเลยอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจบังคับพาจำเลยไปนำชี้สถานที่ในห้องพักหอพักนักศึกษาประกอบคำรับสารภาพนั้น เห็นว่า เป็นสถานที่ราชการไม่น่าเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะบังคับให้แสดงประกอบคำรับสารภาพเพราะในวิทยาลัยย่อมมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาอยู่ จึงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าค้นชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางได้ที่ห้องพักในหอพักนักศึกษาที่จำเลยกับนายอาคมอยู่ด้วยกัน และจำเลยกับอาคมไปด้วยกันในที่เกิดเหตุขณะนายอาคมลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนแล้ว จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อระแวงสงสัยว่าจำเลยร่วมกับนายอาคมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามฟ้องโจทก์ ปัญหาข้อต่อมาตามฎีกาจำเลยมีว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยเอกสารหมาย จ. 5 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทราบโดยชอบตามกฎหมายแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยอายุ 16 ปี ไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือทนายความหรือบิดามารดาหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจร่วมฟังการสอบสวนนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 มาตรา 6 บังคับใช้วันที่ 14 กันยายน 2542 ดังนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงบังคับใช้ภายหลังที่มีการสอบสวนจำเลยคดีนี้แล้ว การสอบสวนจำเลยอายุ 16 ปี จึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ต้องมีบุคคลดังจำเลยอ้างอยู่ฟังการสอบสวน การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2548 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ นาย พ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี · จำเลย - นาย พ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · สุพัฒน์ บุญยุบล · บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ