⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1765/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายจ้างไม่ต่อสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลาเมื่อสัญญาฉบับเดิมสิ้นสุดลง ถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นไปตามฤดูกาล หรืองานตามโครงการ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างฉบับแรกตั้งแต่ปี 2533 และมีการต่อสัญญากันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย โดยสัญญาจ้างแต่ละฉบับมีกำหนดอายุ 1 ปี แม้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวจะกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ก็ตาม แต่การจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีการต่ออายุการจ้างเรื่อยมา เห็นได้ว่ามิใช่เป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาลหรือเป็นงานตามโครงการแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์โดยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อไป ย่อมถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต่อสัญญาจ้างก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ข้อ 46

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 177 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โดยทำสัญญาจ้างปีต่อปีต่อเนื่องกันจนถึงว้นที่ 10 กันยายน 2546 แล้วจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้าง ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในอัตราค่าจ้างเดิมและนับอายุงานต่อเนื่อง และจ่ายค่าจ้างระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน มิฉะนั้น ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 31,860 บาท และค่าชดเชย 53,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประเภทลูกจ้างเป็นครั้งคราวเฉพาะงานมีกำหนดเวลาจ้าง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2546 แต่โจทก์เคยถูกลงโทษเนื่องจากส่งสินค้าล่าช้ารวม 2 ครั้ง โดยการภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือน ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2546 โจทก์ส่งสินค้าล่าช้าอีก จำเลยจึงงดต่อสัญญาจ้าง และต่อมามีคำสั่งลงโทษโจทก์โดยการลดค่าจ้าง 1 ขั้น โจทก์จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับของจำเลย และไม่รักษาประโยชน์ของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยไม่มีตำแหน่งงานใด ๆ ตามคุณสมบัติของโจทก์ว่าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 31,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2546 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับแรกวันที่ 11 ธันวาคม 2533 และมีการต่อสัญญากันเรื่อยมา สัญญาแต่ละฉบับมีกำหนดอายุ 1 ปี โดยสัญญาฉบับสุดท้ายมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2546 เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างแรงงานจำเลยไม่ต่อสัญญากับโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานได้ตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือโดยมีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ เมื่อจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างและจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้างฉบับแรกตั้งแต่ปี 2533 และมีการต่อสัญญากันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย โดยสัญญาจ้างแต่ละฉบับมีกำหนดอายุ 1 ปี แม้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวจะกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการจ้างไว้ก็ตามแต่การจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยมีการต่ออายุการจ้างเรื่อยมา เห็นได้ว่ามิใช่เป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาลหรือเป็นงานตามโครงการแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างกับโจทก์โดยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อไป ย่อมถือว่าเป็นการเลิกจ้าง และกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต่อสัญญาจ้างก็มิใช่เหตุที่จำเลยจะอ้างเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2550 นายศิรชัช บัวแย้ม โจทก์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายศิรชัช บัวแย้ม · จำเลย - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · พิชิต คำแฝง · รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 897/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ