คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2551
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ถูกศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ถือเป็นการผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการได้
ย่อคำพิพากษา
ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ มีเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 ว่า ให้ลูกหนี้ไปดำเนินการให้เจ้าหนี้อื่นยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ต่อมาลูกหนี้ได้ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลาย และลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นคดีนี้ กรณีจึงต้องด้วยเงื่อนไขตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 8 แล้วว่า หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งหรืองวดใดงวดหนึ่ง... หรือศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ข้อตกลงอื่นเป็นอันยกเลิก และลูกหนี้ยินยอมชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เต็มจำนวน ดังนี้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธินำหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งนายประพันธ์เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน
เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นเงิน 215,962,786.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าลูกหนี้ชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วน หนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ระงับลงแล้ว เจ้าหนี้คำนวณยอดหนี้สูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 179,902,786.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 120,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากบริษัทภัทรลานนา จำกัด บริษัทเพชรวิศาล จำกัด นางนงลักษณ์ นายประดิษฐ์ ไปเพียงใดให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น
ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านขอให้กลับคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง
ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 3899/2546 มีข้อความในข้อ 5. วรรคสองว่า ลูกหนี้กับพวกจะต้องไปดำเนินการให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นชอบและตกลงยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้ตามข้อ 4. หรือรายงานการให้ความเห็นชอบของธนาคารดังกล่าวภายหลังจากวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือรายงานผลการประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2547 และ 8 ธันวาคม 2547 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการว่า กลุ่มลูกหนี้ไม่สามารถผลักดันให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นชอบยอมรับหลักเกณฑ์ในการรับชำระหนี้และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในแนวทางเดียวกับเจ้าหนี้ธนาคารดังกล่าวได้ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย และกลุ่มบริษัทลูกหนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยคดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 แสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ลูกหนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. วรรคสอง ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรณีจึงต้องด้วยเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8. ที่ว่า "หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งหรืองวดใดงวดหนึ่ง...หรือศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นเป็นอันยกเลิก และยินยอมชำระหนี้แก่โจทก์เต็มตามข้อ 1..." ดังนี้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธินำหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ในการสั่งคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นำเงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วนไปหักออกจากหนี้ที่ค้างชำระซึ่งผู้บริหารแผนไม่ได้อุทธรณ์ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณยอดหนี้ส่วนนี้ถูกต้องแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้ออื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2551
บริษัทภัทรประสิทธิ์ โฮลดิ้ง จำกัด ลูกหนี้ผู้ร้องขอ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ลูกหนี้ผู้ร้องขอ - บริษัทภัทรประสิทธิ์ โฮลดิ้ง จำกัด · เจ้าหนี้ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประทีป เฉลิมภัทรกุล · สมชาย พงษธา · เรวัตร อิศราภรณ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ