คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17012/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาที่ทำโดยผู้พิพากษาที่ไม่ได้เข้าร่วมนั่งพิจารณาคดีในทุกนัด ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
การสืบพยานโจทก์และจำเลยแต่ละนัดดังกล่าวมี ต. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนร่วมนั่งพิจารณาคดีทุกนัด โดยไม่ปรากฏว่า ส. ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วย ส. จึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาร่วมกับ ต. กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 และ 30 คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ ส. ร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.29 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.30
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 18 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 29 และ 30 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในการพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นไม่ปรากฏว่านายสุรฤทธิ์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ร่วมพิจารณาคดีมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ทั้งที่นายสุรฤทธิ์มิได้มีตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือผู้ทำการแทน คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ปรากฏจากสำนวนว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์รวม 5 นัด คือ เมื่อวันที่ 24, 25, 26, 30 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 22 มีนาคม 2548 กับสืบพยานจำเลย 1 นัด คือเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 ในการสืบพยานโจทก์และจำเลยแต่ละนัดดังกล่าวมีนายตรัณ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนร่วมนั่งพิจารณาคดีทุกนัดโดยไม่ปรากฏว่านายสุรฤทธิ์ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วยแต่อย่างใด เมื่อกรณีเป็นดังนี้ นายสุรฤทธิ์จึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรัณ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 และ 30 ดังที่จำเลยฎีกา คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่นายสุรฤทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17012/2555
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายสมควร ศรีวิชา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสมควร ศรีวิชา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เกษม เกษมปัญญา · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · จินดา ปัณฑะโชติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญาธนบุรี - นายตรัณ ขมะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย จันทร์สว่าง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1713/2552 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา