คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12247/2558
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินจำนองไม่สามารถชำระหนี้ได้ครบถ้วน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้เพิ่มเติมได้ แม้จะยังไม่ได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไปก่อนก็ตาม หากการรอขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองนั้นล่าช้าเกินสมควรและไม่ได้เกิดจากความผิดของเจ้าหนี้
ย่อคำพิพากษา
แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 จำนวน 595,045 บาท และในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษา 1,346,641.92 บาท หากขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ไปตามราคาดังกล่าวก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากเพียงพอสมควรแก่การให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มเติม และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ภายหลังจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความประมาณ 2 ปี 6 เดือน แต่ยังขายไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ขอบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ทำให้การจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อาจล่าช้า นอกจากนี้ หากต้องรอให้มีการขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 เสร็จก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินอื่นได้ก็เกือบครบ 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดีทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้นมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ การยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนแต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำห้องชุดของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมได้
เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนเสร็จสิ้น แม้จะพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ดังกล่าวแล้วก็ตามหรือไม่ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมดสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ให้เสร็จแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาให้โจทก์มีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติม กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนภายในเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่โจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 698,517.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 435,063.66 บาท โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 7,700 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 มกราคม 2545 และทุกวันสิ้นเดือนถัดไปให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับยินยอมชำระเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน 1,323.59 บาท แก่โจทก์ทุก ๆ สามปีต่อครั้ง หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ให้ยึดห้องชุดซึ่งจำนองเลขที่ 1/1030 ชั้นที่ 16 อาคารเลขที่ 6 ป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ชื่ออาคารชุดเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ ตั้งบนที่ดินโฉนดเลขที่ 134117 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองชำระจนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดห้องชุดที่จำนองและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่โจทก์ออกไป 1 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามกฎหมาย
จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมหรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 จำนวน 595,045 บาท และในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษา 1,346,641.92 บาท หากขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ไปตามราคาดังกล่าวก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากเพียงพอสมควรแก่การให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มเติม และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ภายหลังจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความประมาณ 2 ปี 6 เดือน แต่ยังขายไม่ได้ถือได้ว่าโจทก์ขอบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ประกอบกับจำเลยที่ 1ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ทำให้การจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1อาจล่าช้า นอกจากนี้ หากต้องรอให้มีการขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1เสร็จก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินอื่นได้ก็เกือบครบ 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดีทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้นมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์แต่อย่างใด การยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนแต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำห้องชุดของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมได้ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์นำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนเสร็จสิ้น แม้จะพ้นกำหนดเวลา 10 ปีดังกล่าวแล้วก็ตามหรือไม่ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมดสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ให้เสร็จแต่อย่างใดดังนั้น เมื่อศาลฎีกาให้โจทก์มีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมตามที่ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อแรกแล้ว กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนภายในเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 1/765 ชั้น 12 อาคารเลขที่ 6 ป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ชื่ออาคารชุดเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 134117 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2554 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์สินจำนองทั้งหมดเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้นำห้องชุดที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12247/2558
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์
นางสาวทารินนา อ่อนน่วม กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นางสาวทารินนา อ่อนน่วม กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · อดิศักดิ์ ปัตรวลี · ทวีศักดิ์ ทองภักดี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นางสาวปิยนุช จันลองรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอนันต์ เสนคุ้ม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.1651/2557 |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา