⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12339/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12339/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอายัดเงินที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ ถือเป็นการบังคับคดีตามกฎหมายล้มละลาย และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ย่อคำพิพากษา

เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการดำเนินการให้ กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถูกบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ทางนำสืบของโจทก์จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากการยึดหมายความรวมถึงการอายัดด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1141/2542 ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงนายเสนีย์ ให้ถ้อยคำตามบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า วันที่ 1 และ 3 เมษายน 2552 และวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาแล้วไม่พบ และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้นั้น สำหรับการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง โจทก์ดำเนินการหลังจากฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2552) การตรวจสอบดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) รับฟังไม่ได้ว่าขณะฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกจาก ที่จะแสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้ กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถูกบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ทางนำสืบของโจทก์จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากการยึดหมายความรวมถึงการอายัดด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เงินที่โจทก์อายัดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีจำนวน 9,319,359.63 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28502 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ราคาประเมิน 5,623,750 บาท เห็นว่า เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 24,091,923.78 บาท ในขณะที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ทั้งสองรายการรวมแล้วเป็นเพียง 14,943,109.63 บาท น้อยกว่าหนี้โจทก์ ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12339/2558 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอส.เจ คอนสตรัคชั่น กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอส.เจ คอนสตรัคชั่น กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อธิคม อินทุภูติ · ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลล้มละลายกลาง - นางเวนิสา เจือจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำล.111/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา