คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4142/2560
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง ไม่อาจทำได้ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้ได้รับชำระหนี้จริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่
ย่อคำพิพากษา
ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเดือนละ 50,000 บาท โดยอาศัย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่อาจทำได้เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา จึงกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระจริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่ โจทก์มีหน้าที่ตามคำบังคับที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.162
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืน ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด
จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ
โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยตามคำพิพากษาเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท จนกว่าจะครบ เนื่องจากโจทก์ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีภาระค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว คู่ความต้องปฏิบัติตามโจทก์ไม่อาจมาร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา จึงกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระจริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่ นอกจากนี้ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีนี้โจทก์โต้แย้งตลอดมาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้เสนอข้อกำหนดเงื่อนไขในการชำระอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนแก่จำเลย โดยโจทก์ปฏิเสธตลอดมาว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า โจทก์สมควรชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยโจทก์ผ่อนชำระเดือนละ 50,000 บาท แก่จำเลย ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเดือนละ 50,000 บาท เมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ตามคำบังคับที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เห็นควรสั่งให้ถูกต้อง
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4142/2560
นายธนากรหรือธวัช เกียรติเลิศพงศา โจทก์
นางลิลี่ เกียรติเลิศพงศา โจทก์ร่วม
นางลี่หรือนางสาวจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศาหรือ
เทพสุธาหรือกันทาธรรม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายธนากรหรือธวัช เกียรติเลิศพงศา · โจทก์ร่วม - นางลิลี่ เกียรติเลิศพงศา · จำเลย - นางลี่หรือนางสาวจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศาหรือ เทพสุธาหรือกันทาธรรม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · พิศล พิรุณ · จิรนิติ หะวานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี - นายวันชัย โสภาโชติ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายไมตรี ศิริเมธารักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | ยชพ.99/2559 |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา