⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4354/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4354/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาอื่นที่มีโทษจำคุก ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือฟื้นฟูสมรรถภาพตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาที่มีสิทธิเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้นั้น จะต้องไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ฟังยุติว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยอยู่ระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวในคดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก ดังนั้นจำเลยจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการฟ้องคดีดังเช่นคดีอื่น จึงเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม.19

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาที่มีสิทธิเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้นั้นจะต้องไม่ปรากฏว่า ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 1 ว่า ขณะกระทำผิดคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างปล่อยชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.123/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งตามสำเนาคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ ฝ. 123/2558 เอกสารแนบท้ายคำร้องดังกล่าวปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 จำเลยถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงต้องหาและอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกในวันที่กระทำผิดคดีนี้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อขณะกระทำผิดคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงไม่อาจดำเนินการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ได้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเหมือนอย่างคดีอื่น จึงเป็นการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยเสพยาเสพติดให้โทษตลอดมา จนกระทั่งจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในแหล่งชุมนุมชนอันเป็นการสร้างความเสียหายและเดือดร้อนแก่สังคมโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยนั้นชอบแล้ว พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4354/2560 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายกิตติศักดิ์หรือศักดิ์ พวงจำปา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นายกิตติศักดิ์หรือศักดิ์ พวงจำปา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปกรณ์ มหรรณพ · สมยศ เข็มทอง · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางฉันทนา วาพันสุ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุชิน ต่างงาม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1183/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9729/2556ฎีกา 10600/2546ฎีกา 5522/2556ฎีกา 14837/2558ฎีกา 5987/2557ฎีกา 13990/2556ฎีกา 4168/2547ฎีกา 3075/2559ฎีกา 59/2547ฎีกา 3061/2547ฎีกา 7619/2546ฎีกา 4363/2559ฎีกา 12611/2558ฎีกา 4501/2558ฎีกา 5099/2545ฎีกา 8763/2559ฎีกา 3833/2547ฎีกา 609/2546ฎีกา 9743/2556ฎีกา 7114/2559ฎีกา 10594/2558ฎีกา 5989/2557ฎีกา 11479/2556ฎีกา 11321/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา