⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7961/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสอบถามผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 132 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงการรับฟังความเห็นเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลเท่านั้น การที่ผู้เสียหายคัดค้านก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี.

ย่อคำพิพากษา

แม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้ว ไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาล จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วน จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.132

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 326, 358, 392, 393 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,239,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,324,822 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,324,822 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์แทนเป็นเงิน 16,763 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,915 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,915 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับขอให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาไปยังบริษัท ค. สถานีตำรวจภูธร และหนังสือพิมพ์เพื่อให้บุคคลที่สามทราบความจริงที่ถูกต้อง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องคดีส่วนแพ่ง สำหรับคดีในส่วนอาญา ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึง 22 ตุลาคม 2565 เมื่อครบกำหนดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 431,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 471,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีของต้นเงิน 471,793 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมร้องขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้ารับบริการทำรีเทนเนอร์จัดฟันที่คลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วม หลังจากเข้ารับบริการแล้วจำเลยไม่พอใจการให้บริการของโจทก์ร่วม จำเลยจึงขู่เข็ญให้โจทก์ร่วมคืนเงินค่าทำรีเทนเนอร์ หากไม่คืนจะทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สินภายในคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วม จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยการทุบ ตี ตบ ข่วน และจิกที่ใบหน้าและลำตัวหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมมีบาดแผลตามร่างกายและใบหน้า แล้วจำเลยทำลายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่อยู่ภายในคลินิกทันตกรรมเสียหายหลายรายการ ภายหลังจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมต่อดาบตำรวจ ว. ว่า คลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมเป็นคลินิกรับจัดฟันเถื่อนและด่าโจทก์ร่วมต่อหน้าบุคคลที่สามด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการดูถูกเหยียดหยามโจทก์ร่วม สำหรับค่าเสียหายต่อทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 16,793 บาท คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง และสั่งยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่าต้องไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ได้แก่ เด็กหรือเยาวชนมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และบิดา มารดา ผู้ปกครอง รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดกับเด็กหรือเยาวชนอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี ซึ่งในการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยนั้น ศาลต้องกำหนดเงื่อนไขข้อหนึ่งหรือหลายข้อให้จำเลยปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนดเช่นกัน และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ก็ให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปตามมาตรา 133 วรรคสอง โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูได้ อันเนื่องมาจากเด็กหรือเยาวชนมีบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยดูแลเอาใจใส่ หรือบุคคลดังกล่าวมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมและเลี้ยงดูรวมตลอดถึงการให้ความร่วมมือกับศาลในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ ส่วนมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลมีดุลพินิจเห็นควรให้มีการใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพหรือแบบระบบปิดแก่เด็กหรือเยาวชน เนื่องจากเด็กหรือเยาวชนดังกล่าวไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิด หรือกรณีเด็กหรือเยาวชนมีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง แต่ศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้ดูแลชั่วคราวจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า กรณีของจำเลยได้ความจากรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสกลนครว่า จำเลยอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของตา ยาย และป้าอีก 2 คน คือ นางสาว ศ. และนางสาว ร. โดยไม่ปรากฏว่าสมาชิกในครอบครัวของจำเลยประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หรือมีประวัติกระทำผิดหรือถูกดำเนินคดี หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยในการสืบเสาะเพื่อแสดงถึงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชน นางสาว ศ. ป้าของจำเลยได้มาให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสกลนครด้วยว่า ตนเองมีแนวทางที่จะควบคุมพฤติกรรมของจำเลยให้ใกล้ชิดและจะพยายามนำจำเลยไปทำงานต่าง ๆ เพื่อไม่ให้จำเลยมีเวลาว่างและอยู่กับกลุ่มเพื่อนซึ่งมีพฤติกรรมเสียหาย นอกจากนี้นางสาว ศ. ยังเดินทางมาศาลพร้อมกับจำเลยทุกนัดตั้งแต่นัดสอบคำให้การ นัดตรวจพยานหลักฐาน นัดสืบพยานโจทก์ นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยังได้แถลงต่อศาลว่ายังคงรักและห่วงใยจำเลย อยากให้จำเลยเข็ดหลาบและกลับตนเป็นพลเมืองดี อันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองของจำเลยยังรักใคร่ห่วงใยและให้ความใส่ใจจำเลย และให้ความร่วมมือกับศาล พร้อมที่จะรับจำเลยไปดูแล อบรม สั่งสอนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี นอกจากนี้จำเลยเองได้ให้การรับสารภาพและแถลงต่อศาลว่า รู้สึกสำนึกผิดในการกระทำของตน ทั้งให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูมาโดยตลอด โดยจำเลยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดได้ทุกข้อ และนักจิตวิทยาปฏิบัติการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดรายงานว่า ระหว่างการรายงานตัวไม่พบสารเสพติดและไม่พบการกระทำผิดซ้ำ จำเลยมีท่าทางสดใสร่าเริงขึ้น มีความคิดทำร้ายตนเองน้อยลง นางสาว ศ. แจ้งว่าจำเลยไม่มีพฤติกรรมเที่ยวเตร่ หรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด ในส่วนอาการป่วยทางจิตเวช จำเลยรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและไปพบจิตแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง มีความคิดทำร้ายตนเองน้อยลง ควบคุมตนเองได้มากขึ้น วางแผนว่าจะไปสมัครเรียนการศึกษานอกระบบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อจำเลยมีอาการทางจิตเวชดีขึ้น โดยนักจิตวิทยากำชับผู้ปกครองของจำเลยให้ดูแลจำเลยอย่างใกล้ชิด คอยสังเกตอาการและสนับสนุนให้จำเลยทำในสิ่งที่สนใจและทำได้ดี และมีความเห็นให้ยุติการให้คำปรึกษาและเห็นสมควรยุติคดีในที่สุด ถือได้ว่าจำเลยรับโอกาสที่กฎหมายให้ไว้สำหรับเยาวชนที่กระทำผิดเป็นครั้งแรกอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อจำเลยเอง ในส่วนของสาเหตุแห่งการกระทำความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยไม่พอใจการให้บริการทำรีเทนเนอร์ของโจทก์ร่วม โดยจำเลยพยายามขอเงินคืนจากโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมแจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินให้ได้เนื่องจากโจทก์ร่วมได้ใช้อุปกรณ์ลวดดัดเข้าไปในปากของจำเลยแล้วและไม่สามารถใช้ลวดกับคนอื่นได้อีก ทำให้จำเลยไม่พอใจ ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ร่วม รวมทั้งพูดจาด่าทอโจทก์ร่วม ซึ่งแม้การกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรง ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ และไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ก็เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบซึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่จำเลยโมโห โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่า ในขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุเพียง 17 ปี ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าตั้งแต่ปี 2562 โดยมีอาการเครียด หงุดหงิดง่าย ทำร้ายตัวเองบ่อยครั้ง และควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ เมื่อพิจารณาถึงภัยร้ายแรงต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวมแล้ว นับว่าพฤติกรรมของจำเลยยังสามารถเยียวยาแก้ไขได้ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่า ในปัจจุบันจำเลยยังไม่ยอมเรียนหนังสือ ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เล่นโทรศัพท์ทั้งวัน แต่งตัวเปิดเผยแล้วโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ หรือโพสต์ข้อความหยาบคายไม่เหมาะสมลงบนแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก การที่จำเลยทำร้ายโจทก์ร่วมและหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและทำให้โจทก์ร่วมเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมากนั้น เห็นว่า การจำกัดอิสรภาพโดยส่งจำเลยไปควบคุมในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นใดตามที่โจทก์ร่วมฎีกาก็ไม่อาจแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยมีผู้ปกครองซึ่งพร้อมจะร่วมมือในการดูแลแก้ไขบำบัดฟื้นฟูจำเลยย่อมเหมาะสมกว่าการส่งตัวจำเลยไปควบคุมไว้เช่นนั้น ดังนี้ เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร ความผิดแต่ละข้อหาที่จำเลยกระทำก็ไม่ใช่ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกสูง เมื่อจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยแล้วเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่าขาดรายได้ในการประกอบอาชีพให้โจทก์ร่วมวันละ 15,000 บาท สำหรับวันที่ 1 ถึงวันที่ 3 และวันละ 10,000 บาท สำหรับวันที่ 4 ถึงวันที่ 14 รวม 14 วัน เป็นจำนวนที่เหมาะสมหรือไม่ นั้น เห็นว่า ค่าขาดรายได้จากการประกอบการงานของโจทก์ร่วม ต้องเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลย อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่อาจใช้สภาพร่างกายตามปกติประกอบการงานของโจทก์ร่วมด้วยตนเองได้ แต่โจทก์ร่วมนำสืบว่า โจทก์ร่วมนำเงินฝากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุข เฉลี่ยเดือนละ 1,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นรายได้ของคลินิก แต่หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่าในแต่ละเดือนโจทก์ร่วมนำเงินเข้าบัญชีเท่าใด แต่โจทก์ร่วมกลับไม่ได้นำสืบว่ารายได้ของโจทก์ร่วมจากการทำทันตกรรมในช่วงเวลานั้นมีจำนวนเท่าใด จึงยังไม่อาจนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าขาดรายได้ของโจทก์ร่วมได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ร่วมประกอบอาชีพหลักเป็นทันตแพทย์โดยให้บริการทางด้านการจัดฟันซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านย่อมมีค่าบริการสูงกว่าการให้บริการด้านทันตกรรมทั่วไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่าขาดรายได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้มานั้น เป็นจำนวนที่ต่ำเกินไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดรายได้ให้แก่โจทก์ร่วมเสียใหม่ เป็นวันละ 20,000 บาท จำนวน 14 วัน รวมเป็นเงิน 280,000 บาท เมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาล 200,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท และค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน 16,793 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้แล้ว รวมเป็นเงิน 596,793 บาท ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาทเศษ ตามคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ลงวันที่ 28 มีนาคม 2565 และให้โจทก์ร่วมเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมต้องกลับไปเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ ตามคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 และปัญหาที่ว่า นายแพทย์ น. ไม่ใช่แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมจริงแต่ปลอมผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ขึ้นมา นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองส่วนนี้จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง แม้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้ว ไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาล จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วน จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 596,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีของต้นเงิน 596,793 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2568 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด โจทก์ นางสาว อ. โจทก์ร่วม นางสาว ช. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด · โจทก์ร่วม - นางสาว อ. · จำเลย - นางสาว ช.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศิฏฐ์ สุดลาภา · อภิรดี โพธิ์พร้อม · นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร - นายอรรถวิทย์ ยาวะประภาษ · ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นางแก้วตา เทพมาลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยช.(อ)24/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1688/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา