คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2475
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกล่าวหาว่าพระสังฆราชประพฤติผิดหลักธรรม ผู้ใหญ่มีใจริษยา อาธรรมถือเป็นธรรม ไม่ละอายแก่บาป ถือเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 และการโฆษณาข้อความดังกล่าวก็มีความผิดตามมาตราเดียวกัน
เมื่อกระทำความผิดหลายบท ให้ลงโทษแต่บทที่หนักที่สุดเพียงบทเดียว และกฎหมายลักษณะปกครองคณะสงฆ์ไม่ลบล้างกฎหมายอาญา แม้จำเลยไม่สืบพยาน ศาลก็สามารถฟังพยานโจทก์ลงโทษจำเลยได้ เนื่องจากพระสังฆราชทรงเป็นเจ้าพนักงาน
ย่อคำพิพากษา
คำกล่าวว่าพระสังฆราชประพฤติผิดหลักธรรมผู้ใหญ่มีพระทัยริษยาอาธรรมถืออำนาจเป็นธรรมไม่ ทรงละอายแก่บาปดังนี้เป็นลักษณใส่ความหมิ่นประมาทตาม ม. 282 แลเมื่อจำเลยเอาข้อความนี้โฆษนาก็ต้องมีผิดตาม ม. 282 ตอนท้าย
วิธีพิจารณาอาชญา ทำผิดหลายบทศาลลงโทษแต่บทที่หนักบทเดียว กฎหมายลักษณปกครองคณะสงฆ์ไม่ลบล้างกฎหมายอาชญาคดีอาชญาแม้จำเลยไม่สืบพะยานจำเลยศาลก็ฟังพะยานโจทก์ลงโทษได้ พระสังฆราชเป็นเจ้าพนักงาน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ม.17
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ได้ความจากพะยานโจทก์ว่าจำเลยได้ประพันแลตีพิมพ์หนังสือชื่อเหมาะสมัยขึ้นแจกจ่ายโฆษนาแก่ประชาชน ซึ่งมีความตอนหนึ่งกล่าวพาดพิงถึงสมเด็จพระสังฆราชเป็นใจความว่า "จัดให้สั่งศึกพระอาจารย์อาจก่อกรรมแก่พวกสามเณรี ไม่ยอมรับสามเณรณรงค์ไว้ในอากาศไม่ยอมรับที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์แลว่าทรงประพฤติผิดหลักธรรมผู้ใหญ่มีพระทัยริษยาอาธรรมถืออำนาจเป็นธรรมไม่ทรงละอายแก่บาป" แลในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำพะยานมาสืบ แม้แต่ตัวจำเลยเองก็ไม่เบิกความเป็นพะยาน
ศาลเดิมตัดสินว่าจำเลยมีผิดตาม ม. ๒๘๒ ตอนท้ายให้จำคุกจำเลย ๓ เดือน
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีผิดตาม ม. ๑๑๖ ด้วย แลนอกนี้คงยืนตาม
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้คู่ความฎีกาได้แต่ในข้อกฎหมายแลข้อความที่จำเลยกล่าวหมิ่นประมาทสมเด็จพระสังฆราชนั้นมีลักษณเป็นการใส่ความเมื่อจำเลยเอาข้อความเหล่านี้ไปโฆษนาในหนังสือเหมาะสมัย ก็ต้องมีผิดตาม ม. ๒๘๒ ตานท้ายแลเห็นต่อไปว่าคดีนี้แม้จำเลยจะมีผิดตาม ม. ๑๑๖ ด้วยก็ดี ก็อยู่ในเกณฑ์ทำผิดกฎหมายหลายบทในวาระเดียวกัน ซึ่งตาม ม. ๗๐ ให้ใช้บทที่หนักเป็นบทลงโทษ คือ ม. ๒๘๒ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจะมีผิดตาม ม. ๑๑๖ หรือไม่ ส่วนข้อที่จำเลยคัดค้านว่าควรมีผิดตาม พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ม. ๑๗ ข้อ ๖ นั้น เห็นว่ากฎหมายบทนี้เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยฉะเพาะซึ่งให้อำนาจเจ้าอาวาศเป็นพิเศษในหมู่คณะ แต่ไม่ลบล้างกฎหมายอาชญาซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับมหาชนได้ จึงตัดสินยืนตาม
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1079/2475
กรมอัยยการ โจทก์
นายนรินทร์ ภาษิต จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - กรมอัยยการ · จำเลย - นายนรินทร์ ภาษิต |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นล · วิกรม · ธรรม. |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา