คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216-220/2503
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อาชญาบัตรเป็นใบอนุญาตที่ออกให้แก่บุคคลเพื่อใช้เครื่องมือทำการประมง ไม่ใช่ใบอนุญาตประจำเครื่องมือ ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีชื่อในอาชญาบัตรย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องมือทำการประมงของผู้ได้รับอนุญาต
ย่อคำพิพากษา
อาชญาบัตรเป็นใบอนุญาตออกให้แก่ผู้ใช้เครื่องมือทำการประมง หาใช่เป็นใบอนุญาตประจำเครื่องมือทำการประมงไม่ จึงเป็นอันว่า อาชญาบัตรคุ้มครองบุคคลผู้ได้ รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือทำการประมงเท่านั้น ผู้ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีชื่อในคำขอรับอาชญาบัตรให้ใช้ หามีสิทธิที่จะใช้เครื่องมือของผู้ได้รับอนุญาตทำการประมงได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ม.4 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ม.28
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้ง ๕ สำนวนนี้พิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องใจความต้องกันว่า จำเลยทั้ง ๕ คน ใช้ยอขันช่ออันเป็นเครื่องมือในพิกัดต้องเสียอากรทำการประมงโดยมิได้รับอาชญาบัตรและมิได้เสียเงินอากรตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๒๘, ๖๔
จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธ
ศาลแขวงสงขลาพิพากษาว่า ร้านยอขันช่อที่จำเลยถูกจับเป็นร้านของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตและอาชญาบัตรแล้ว แม้จำเลยผู้มิใช่เจ้าของจะยกยอตามฟ้องก็หาเป็นความผิดไม่ เพราะใบอนุญาตก็ดี อาชญาบัตรก็ดี เป็นใบอนุญาตประจำที่และประจำเครื่องมือทำการประมง ให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า บุคคลจะใช้เครื่องมือในพิกัดทำการประมงได้ต่อเมื่อได้รับอาชญาบัตรระบุชื่อบุคคลนั้น และเสียเงินอากรตามพระราชบัญญัติแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ใช้ยกขันช่อทำการประมงโดยมิได้รับอาชญาบัตรหรือไม่ จึงให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าความหมายของอาชญาบัตรตาม พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔ (๑๐) อธิบายได้ว่า เป็นใบอนุญาตออกให้แก่ผู้ใช้เครื่องมือทำการประมง หาใช่เป็นใบอนุญาตประจำเครื่องมือทำการประมงไม่ และตามมาตรา ๔(๑๑) ให้ความหมายผู้รับอนุญาต คือ เป็นผู้ได้รับอาชญาบัตร ตามมาตรา ๒๘ บัญญัติว่าบุคคลใดจะใช้เครื่องมือ ในพิกัดทำการประมงได้ต่อเมื่อได้รับอาชญาบัตรระบุชื่อบุคคลนั้น และตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๔๙๐) ออกตามความในพ.ร.บ. การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ข้อ ๑. ตอนท้ายว่า ถ้าผู้ขออาชญาบัตรประสงค์จะให้ผู้ใดหรือลูกจ้างมีสิทธิใช้เครื่องมือนั้นด้วย ก็ให้ระบุชื่อไว้ในคำขออาชญาบัตรนั้น ตามกฎหมายและกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการขัดว่าอาชญาบัตรนั้นอนุญาตให้แก่บุคคลผู้ใช้เครื่องมือทำการประมง ผู้ได้รับอาชญาบัตรคือผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการประมงและมีชื่อผู้ได้รับอนุญาตในอาชญาบัตร หากผู้ขออาชญาบัตรมีความประสงค์จะให้ผู้ใดมีสิทธิใช้เครื่องมือทำการประมงด้วย จะต้องระบุชื่อผู้นั้นไว้ในคำขออาชญาบัตร จึงเป็นอันว่าอาชญาบัตรคุ้มครองบุคคลผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือทำการประมงเท่านั้น ผู้ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีชื่อในคำขอรับอาชญาบัตรให้ใช้
หามีสิทธิที่จะใช้เครื่องมือของผู้ได้รับอนุญาตทำการประมงได้ไม่
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216 - 220/2503
ผู้ว่าคดีศาลแขวงสงขลา โจทก์
นายประดิษฐ์ บัวงาม กับจำเลยอื่น ๆ รวม 5 สำนวน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงสงขลา · จำเลย - นายประดิษฐ์ บัวงาม กับจำเลยอื่น ๆ รวม 5 สำนวน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เจริญ ฤทธิศาสตร์ · ไชยเจริญ สันติศิริ · ไชยเจริญ สันติศิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงสงขลา - นายดำรง แจ่มสุธี · ศาลอุทธรณ์ - นายสนาม นิลกำแหง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา