คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ลูกหนี้ร่วมกันต้องรับผิดชำระหนี้ให้เจ้าหนี้เสร็จสิ้นเชิงทั้งหมด จะแบ่งชำระเฉพาะส่วนของตนหาได้ไม่ และผู้ค้ำประกันลูกหนี้ร่วมก็ต้องรับผิดชำระหนี้ให้เจ้าหนี้เสร็จสิ้นเชิงทั้งหมดเช่นกัน
ย่อคำพิพากษา
ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีละเมิดให้โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกัน มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นเชิง จำเลยจะแบ่งชำระให้โจทก์เป็นส่วน ๆ เฉพาะของจำเลยแต่ละคนหาได้ไม่ เมื่อความรับผิดร่วมกันของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์มีอย่างนี้ ผู้ร้องกับ บ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เสร็จสิ้นเชิงตามคำพิพากษาเช่นเดียวกัน จะให้ผู้ร้องกับ บ. รับผิดใช้ค่าสินไหมให้โจทก์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 โดยแบ่งคนละครึ่งกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 วรรค 3 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยส่วนแบ่งความรับผิดในเมื่อมีการเรียกร้องในระหว่างผู้ที่ต้องรับผิดร่วมกัน คือ จำเลยทั้งสองด้วยกันเอง มิใช่บทบัญญัติให้จำเลยทั้งสองซึ่งต้องรับผิดร่วมกัน แบ่งแยกกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์รับไปตามส่วนของจำเลยแต่ละคน ดังนั้นผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จะอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 432 วรรค 3 นี้มาอ้างว่าผู้ร้องมีความรับผิดเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 หาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
มูลกรณีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นนายจ้างกับจำเลยที่ ๒ ลูกจ้างร่วมกันใช้ค่าสินไหนทดแทนเพื่อความเสียหายในกรณีละเมิดให้โจทก์ ในชั้นอุทธรณ์ นายเกื้อและนายบัวกี่ได้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ระหว่างทุเลาการบังคับ ต่อมาจำเลยไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์นายเกื้อและนายบัวกี่ ศาลออกหมายบังคับคดีให้ยึด
นายเกื้อยื่นคำร้องว่า หนี้รายนี้จำเลยจะต้องรับผิดเท่า ๆ กัน ขอให้ศาลแก้คำบังคับให้ผู้ร้องกับนายบัวกี่ใช้หนี้แทนจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งครึ่งกับจำเลยที่ ๒ ส่วนละเท่า ๆ กัน และขอให้สั่งว่าจำเลยทั้งสองรับใช้หนี้ให้แก่โจทก์คนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๒ วรรค ๓ และออกคำบังคับให้จำเลยที่ ๑ ทราบ ให้ปฏิบัติตามคำบังคับเสียก่อน เมื่อบังคับเอาจากจำเลยที่ ๑ ไม่ได้แล้ว จึงบังคับเอาจากผู้ร้องและนายบัวกี่
ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกัน มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นเชิง จำเลยจะแบ่งชำระให้โจทก์เป็นส่วน ๆ เฉพาะของจำเลยแต่ละคนหาได้ไม่ เมื่อความรับผิดร่วมกันของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์มีอย่างนี้ ผู้ร้องกับนายบัวกี่ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ก็ต้องรับผิด ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เสร็จสิ้นเชิงตามคำพิพากษาเช่นเดียวกัน จะให้ผู้ร้องกับนายบัวกี่รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งคนละครึ่งกับจำเลยที่ ๒ ไม่ได้
ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๒ วรรค ๓ ว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์คนละครึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าบทกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติว่าด้วยส่วนแบ่งความรับผิดในเมื่อมีการเรียกร้องในระหว่างผู้ที่ต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสองด้วยกันเอง มิใช่บทบัญญัติให้จำเลยทั้งสองซึ่งต้องรับผิดร่วมกันแบ่งแยกกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์รับไปตามส่วนของจำเลยแต่ละคนดังฎีกาของผู้ร้อง ฉะนั้น ผู้ร้องจะอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๒ วรรค ๓ นี้มาอ้างว่า ผู้ร้องมีความรับผิดแต่เฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๑ หาได้ไม่ ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2510
นายคำพา กาญจนะพัฒน์ โจทก์
นายกีเฮียง แซ่เตีย ที่ 1 นักโทษชาย บุญเพ็ง ศรีวรมย์ ที่ 2 ล.
นายเกื้อ อุชัย ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายคำพา กาญจนะพัฒน์ · ล. - นายกีเฮียง แซ่เตีย ที่ 1 นักโทษชาย บุญเพ็ง ศรีวรมย์ ที่ 2 · ผู้ร้อง - นายเกื้อ อุชัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จินตา บุณยอาคม · สวิง ลัดพลี · ศริ มลิลา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายไพจิตร ปุญญพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายละออง จุลกะเศียน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา