⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1773/2514

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1773/2514

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่คู่สัญญาตกลงให้มีการหักกลบลบหนี้ระหว่างกันเป็นคราวๆ และชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ถือเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด 2. สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาไม่มีแบบ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ย่อคำพิพากษา

พฤติการณ์ที่โจทก์จำเลยปฏิบัติต่อกันโดยจัดให้มีบัญชีหนี้ให้มีการหักทอนบัญชีเป็นคราว ๆ คงชำระหนี้ที่เหลือในการหักทอนบัญชีเช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกันแล้ว สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาไม่มีแบบ ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๙๕ จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดกระแสรายวันกับโจทก์ และขอเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์และยอมเสียดอกเบี้ยที่เบิกเกินบัญชีร้อยละ ๑ บาทต่อเดือน โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนเพื่อประกันการชำระหนี้ จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนและผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทตำรวจผ่านศึกและนอกประจำการซึ่งมีสิทธิจะได้รับเงินจากกรมทางเป็นค่าจ้างทำงานดินและถางป่าได้ตกลงให้โจทก์เป็นผู้รับเงินเอาเข้าบัญชีเดินสะพัดในวันเปิดบัญชี จำเลยนำเช็คฝากเข้าบัญชีจำนวนเงิน ๘๗,๓๐๐ บาท หลังจากนั้นจนถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๙๖ จำเลยได้จ่ายเช็คเบิกเงินไปจากโจทก์รวมเป็นเงิน ๒,๐๓๘,๕๐๘.๐๕ บาท เมื่อหักทอนบัญชีเดินสะพัดรวมกับดอกเบี้ยทบต้นแล้วปรากฏว่า จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ ๑,๙๐๒,๖๘๘.๑๙ บาท โจทก์ทวงถามหลายครั้งจำเลยไม่ชำระให้เมื่อคิดดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันฟ้อง จำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๕,๒๔๒,๘๖๔.๕๒บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๕,๒๔๒,๘๖๔.๕๒ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ บาทต่อเดือน โดยคิดทบต้นเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ตกลงขอเบิกเงินเกินบัญชีในรูปบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ และยอมเสียดอกเบี้ยแก่ธนาคารโจทก์ร้อยละ ๑ บาทต่อเดือนและให้คิดดอกเบี้ยทบต้นเลย จำเลยมอบฉันทะให้โจทก์เป็นผู้รับเงินค่าจ้างสร้างทางเป็นเงินประมาณ ๖,๒๙๑,๒๒๔.๘๐ บาทแทนจำเลย แล้วต่อมาวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๙๕ จำเลยจึงเปิดบัญชีเป็นลูกค้าโจทก์ และนำเงินเข้าบัญชีครั้งแรกเป็นเงิน ๘๗,๓๐๐ บาท เป็นบัญชีฝากเงินกระแสรายวัน หาใช่บัญชีเดินสะพัดไม่ หลังจากนั้นเมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์รับเงินค่าจ้างสร้างทางแทนจำเลยแล้ว จำเลยก็ออกเช็คสั่งโจทก์จ่ายเงินเป็นการสั่งจ่ายเงินของจำเลยเอง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย เมื่อหักเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีกับยอกเงินที่จำเลยสั่งจ่ายแล้ว โจทก์จะต้องคืนเงินให้จำเลยอีก ๙๒๑,๒๙๓.๕๐ บาท ขอให้ศาลบังคับให้โจทก์คืนเงิน ๙๒๑,๒๙๓.๕๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะมอบเงินให้จำเลยเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยในฐานะส่วนตัวไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างสร้างทางเป็นเงิน ๖,๒๙๑,๒๒๔.๘๐ บาท จากกรมทางหลวงแผ่นดินและไม่เคยมอบฉันทะให้เป็นผู้รับเงินนี้ โจทก์ไม่เคยเป็นตัวแทนของจำเลยบริษัทตำรวจผ่านศึกและนอกประจำการจำกัด เป็นผู้มอบอำนาจให้โจทก์รับเงินที่บริษัทดังกล่าวจะได้รับจากกรมทางหลวงแผ่นดินตามสัญญาจ้างเหมาและยอมให้โจทก์หักเงินที่รับมาใช้ค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันและชดใช้หนี้อื่น ๆ ซึ่งบริษัทตำรวจผ่านศึกและนอกประจำการจำกัดและจำเลยมีส่วนเกี่ยวพันต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์รับเงินจากกรมทางหลวงแผ่นดินแทนบริษัทตำรวจผ่านศึกและนอกประจำการ จำนวน ๒,๓๑๖,๖๑๒.๔๑ บาท มิใช่ ๒,๖๔๘,๔๗๓.๓๙ บาท ตามคำให้การของจำเลย เงินที่จำเลยอ้างว่าของจำเลยมีเหลืออยู่ที่โจทก์ไม่เป็นความจริง แท้จริงจำเลยยังเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ตามฟ้อง โจทก์รับเงินแทนบริษัทตำรวจผ่านศึกฯ จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกเงินคืนจากโจทก์ ทั้งฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเปิดบัญชีเดินสะพัดต่อกันโจทก์รับเงินจากกรมทางหลวงแผ่นดินในนามบริษัทตำรวจผ่านศึกไม่ใช่ในฐานะตัวแทนจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิที่จะให้โจทก์เอาเงินที่รับมาหักกับยอดเงินเกินบัญชีของจำเลยได้ จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ตามบัญชีพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๕,๒๔๒,๘๖๔.๕๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ๑ บาทต่อเดือน โดยคิดทบต้นเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายทองย้อยจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีชั้นอุทธรณ์ฎีกาแทนจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๔,๔๗๖,๙๔๕ บาท ๗๕ สตางค์แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑ บาทต่อเดือนตั้งแต่วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๐๓ จนกว่าจะชำระเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญากับกรมทางหลวงฯ แทนบริษัทตำรวจผ่านศึกฯ พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยตกลงปฏิบัติต่อกันโดยจัดให้มีบัญชีหนี้ ให้มีการหักทอนบัญชีเป็นคราว ๆ คงชำระหนี้ที่เหลือในการหักทอนบัญชีเช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกันแล้ว ซึ่งบัญชีเดินสะพัดนี้เป็นสัญญาไม่มีแบบ เพียงแต่คู่กรณีแสดงเจตนามีคำเสนอและคำสนองตรงกัน ก็เกิดเป็นสัญญามีผลผูกมัดกันได้โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือดังจำเลยต่อสู้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1773/2514 บริษัทธนาคารแห่งเอเซียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำกัด โดยนายทองดุลย์ ธนะรัชต์ กรรมการผู้จัดการ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายทองย้อย สรงประภา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความจำกัด - บริษัทธนาคารแห่งเอเซียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม · โจทก์ - โดยนายทองดุลย์ ธนะรัชต์ กรรมการผู้จัดการ ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายทองย้อย สรงประภา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิม กรพุกกะณะ · ชลอ บุปผเวส · สนับ คัมภีรยส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสงวน สิทธิไชย · ศาลอุทธรณ์ - นายประพจน์ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1042/2531ฎีกา 4846/2542ฎีกา 117/2518ฎีกา 1862/2518ฎีกา 5852/2531ฎีกา 1446/2512ฎีกา 686/2546ฎีกา 1479/2539ฎีกา 2785/2522ฎีกา 540/2535ฎีกา 1077/2527ฎีกา 8294/2538ฎีกา 2940/2543ฎีกา 2877/2547ฎีกา 1690/2550ฎีกา 5887/2537ฎีกา 2569/2521ฎีกา 85/2535ฎีกา 1930/2526ฎีกา 2880/2545ฎีกา 4145/2542ฎีกา 1847/2542ฎีกา 977/2535ฎีกา 3544/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา