คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1328/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างมีหน้าที่รับผิดร่วมกับลูกจ้างในภาษีเงินได้ที่ไม่ได้หักหรือนำส่ง หรือหักและนำส่งไม่ครบถ้วน และต้องอุทธรณ์คำสั่งประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลได้
ย่อคำพิพากษา
กรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ได้หักและนำส่งเงินภาษีเงินได้ของลูกจ้างหรือหัก และนำส่งเงินภาษีเงินได้ของลูกจ้างแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง โจทก์จะต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้างในภาษีเงินได้ที่ไม่ได้หักหรือนำส่งตามจำนวนที่ขาดแล้วแต่กรณีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 วรรคแรก จึงถือได้ว่าโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีเช่นเดียวกับลูกจ้างของโจทก์ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่ม หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่งตามมาตรา 30 เสียก่อน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินเสียก่อนย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา 30 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลรัษฎากร ม.30 ประมวลรัษฎากร ม.52 ประมวลรัษฎากร ม.54
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินภาษีดังที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งให้โจทก์นำไปชำระ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีชอบแล้ว และโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าผู้มีสิทธิและหน้าที่อุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ คือ ผู้ต้องเสียภาษีซึ่งได้แก่ลูกจ้างของโจทก์ ส่วนโจทก์เป็นเพียงผู้มีหน้าที่หักภาษีของลูกจ้าง และเป็นผู้นำส่งภาษีอากร โจทก์ไม่ใช่เป็นผู้ต้องเสียภาษีเงินได้ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่อุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ ก่อนนำคดีมาฟ้องกัน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ของลูกจ้างของโจทก์ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา ๔๐ และมีหน้าที่ต้องนำภาษีที่หักไว้ตามมาตรา ๔๐ ไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตามมาตรา ๕๒ ก็ตาม แต่มาตรา ๕๔ วรรคแรกบัญญัติว่าถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ มิได้หักและนำส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักหรือนำส่งตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี" จึงเห็นได้ว่าในกรณีที่โจทก์ไม่ได้หักและนำส่งเสียภาษีเงินได้ของลูกจ้างของโจทก์ หรือหักและนำส่งเงินภาษีเงินได้ของลูกจ้างแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง โจทก์จะต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้างของโจทก์ในภาษีเงินได้ที่มิได้หักหรือนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดแล้วแต่กรณี เมื่อโจทก์ต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้างของโจทก์ดังกล่าวแล้ว ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเช่นเดียวกับลูกจ้างของโจทก์ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มตามสำเนาท้ายฟ้อง หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องอย่างไร ชอบที่โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันได้รับคำสั่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ เสียก่อน ถ้าโจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับคำสั่งชี้ขาดอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ การที่โจท์นำคดีมาฟ้องโดยไม่อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อนนั้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1328/2522
ธนาคารอเมริกาฯ โจทก์
กรมสรรพากร กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารอเมริกาฯ · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล วัลยะเพ็ชร์ · สนิท อังศุสิงห์ · สันติ์ ธีรนิติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเสวก จันทร์ผ่อง · ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุญศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา