⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2322/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ระงับสิ้นไปเพียงเพราะมีการเบิกเงินครั้งสุดท้ายโดยไม่มีการหักทอนบัญชี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามสัญญาจนกว่าจะมีการเลิกสัญญาและหักทอนบัญชีกันแล้ว

ย่อคำพิพากษา

แม้หลังจากจำเลยเบิกเงินครั้งสุดท้ายแล้วจำเลยไม่ได้นำเงินฝากและไม่ได้เบิกเงินไปและไม่มีการหักทอนบัญชีกัน สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยก็ยังมีอยู่ไม่เลิกกัน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามสัญญาตลอดมาจนกว่าจะมีการเลิกสัญญาและหักทอนบัญชีกันแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ 84,461บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม2512 จำเลยขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์โดยยอมปฏิบัติตามประเพณีนิยมและวิธีปฏิบัติของธนาคารในประเทศไทย ตามเอกสารหมาย จ.2และ จ.3 ต่อมาทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ จำเลยเดินบัญชีเดินสะพัดโดยนำเงินฝากและถอนเงินด้วยการสั่งจ่ายเช็คปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 และ จ.6 เมื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2514 จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน 33,471 บาท 69 สตางค์ ต่อจากนั้นจำเลยไม่ได้นำเงินฝากและไม่ได้เบิกเงินไป การคิดดอกเบี้ย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และทบต้นเป็นรายเดือนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2519 จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน65,855 บาท 11 สตางค์ และโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับจำเลยแล้วคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นมาจนถึงวันฟ้อง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ควรหักทอนบัญชีภายในกำหนดเวลา 6 เดือน และแจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 858 หรือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2514 แต่โจทก์กลับเพิกเฉยและคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาเป็นการไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคสองแม้ภายหลังจากจำเลยเบิกเงินครั้งสุดท้ายแล้วจำเลยไม่ได้นำเงินฝากและไม่ได้เบิกเงินไป และไม่มีการหักทอนบัญชีตามมาตรา 858 สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยก็ยังมีอยู่ไม่เลิกกัน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามสัญญาตลอดมาจนกว่าจะมีการเลิกสัญญาและหักทอนบัญชีกันแล้วโดยคิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันที่ 30 กันยายน 2519 อันเป็นวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ การคิดดอกเบี้ยทบต้นของโจทก์จึงเป็นการชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีเป็นการไม่ชอบนั้น จำเลยมิได้ให้การเป็นประเด็นไว้ในศาลชั้นต้นเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาว่า ชั้นอุทธรณ์โจทก์หาได้แก้อุทธรณ์ไม่ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์เป็นการไม่ชอบนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยเฉพาะข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เฉพาะค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ จำเลยไม่ต้องใช้ให้โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 600 บาทแทนโจทก์" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2523 ธนาคารเอเชีย จำกัด โจทก์ พันตำรวจโทสำเริง แสงวิรุฬ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารเอเชีย จำกัด · จำเลย - พันตำรวจโทสำเริง แสงวิรุฬ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภักดิ์ บุณย์ภักดี · ภิญโญ ธีรนิติ · อาจ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1042/2531ฎีกา 4846/2542ฎีกา 117/2518ฎีกา 1862/2518ฎีกา 5852/2531ฎีกา 1446/2512ฎีกา 686/2546ฎีกา 1479/2539ฎีกา 2785/2522ฎีกา 540/2535ฎีกา 1077/2527ฎีกา 8294/2538ฎีกา 2940/2543ฎีกา 2877/2547ฎีกา 1690/2550ฎีกา 5887/2537ฎีกา 2569/2521ฎีกา 85/2535ฎีกา 1930/2526ฎีกา 2880/2545ฎีกา 4145/2542ฎีกา 1847/2542ฎีกา 977/2535ฎีกา 3544/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา