⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 827/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีต้องรับผิดตามสัญญาในวงเงินที่กำหนด รวมทั้งดอกเบี้ยจนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง

ย่อคำพิพากษา

สัญญาค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีที่ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้จนกว่าธนาคารโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงนั้น เมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีวงเงิน 200,000 บาท ผู้ค้ำประกันย่อมต้องรับผิดตามสัญญาในวงเงิน 200,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยจนกว่าธนาคารโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง มิใช่รับผิดเฉพาะเพียงในวงเงิน 200,000 บาท เท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดชำระคืนภายใน ๑๒ เดือน และเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ ๒ ได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากจำนวนเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ยึดถือไว้ เงินที่เบิกเกินบัญชีไปยอมให้ถือตามบัญชีกระแสรายวัน และยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ครั้นครบกำหนดสัญญาจะต้องชำระหนี้คืนจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นจำนวน ๓๗๙,๗๙๐ บาท ๔๘ สตางค์ ต่อจากนั้นได้นำเงินมาผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยบ้าง จนกระทั่งวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๒ ยอมให้โจทก์นำเงินที่ฝากพร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๑๔๓,๒๕๕ บาท ๒๙ สตางค์เข้าชำระหนี้ เมื่อหักทอนบัญชีแล้วจำเลยยังเป็นหนี้จำนวน ๒๔๑,๐๙๗ บาท ๔๕ สตางค์ ต่อจากนั้นมิได้ชำระหนี้อีก ต้นเงิน ๒๔๑,๐๙๗ บาท ๔๕ สตางค์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ๓๗,๕๗๐ บาท ๕๔ สตางค์ รวม ๒๗๘,๖๖๗ บาท ๙๙ สตางค์ ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน ๒๗๘,๖๖๗ บาท ๙๙ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปีของเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท และร้อยละ ๑๕ ต่อปีของเงิน ๑๐๑,๐๙๗ บาท ๔๕ สตางค์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชีข้อ ๑ มีความว่า เนื่องในการที่ธนาคารโจทก์ยอมให้ห้างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเรียกว่า ผู้เบิกเงินเกินบัญชี เบิกเงินจากธนาคารตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ เป็นจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทนั้นผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้ ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่กล่าวแล้ว จนกว่าธนาคารโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนี้เห็นว่า ตามเอกสารดังกล่าวจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งดอกเบี้ยจนกว่าธนาคารโจทก์จะได้รับชำระโดยสิ้นเชิงมิใช่รับผิดเฉพาะเพียงในวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเพียงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ ๓๘๐,๒๔๐ บาท ๒๐ สตางค์เมื่อนำเงินฝากและดอกเบี้ยของจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๔๓,๒๕๕ บาท ๒๙ สตางค์เข้าหักบัญชีเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ แล้วคงเหลือหนี้เป็นเงิน ๒๔๑,๐๙๗บาท ๔๕ สตางค์ ดังนี้ กรณีจึงเป็นการนำเงินเข้าบัญชีหักทอนหนี้สินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี หาใช่จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้จำนวน ๑๔๓,๒๕๕ บาท ๒๙ สตางค์ ในฐานะผู้ค้ำประกันอันจะให้ความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ลดน้อยลงไม่ เมื่อความรับผิดของจำเลยที่ ๓ ตามสัญญาค้ำประกันมิได้จำกัดเฉพาะวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ดังวินิจฉัยข้างต้น และในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ ๓ ก็มิได้โต้เถียงว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องหรือไม่มีสิทธิเรียกร้อง ดังปรากฏตามที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นกล่าว จึงเป็นอันยุติว่าโจทก์คิดคำนวณมาถูกต้องกล่าวคือยอดหนี้ถึงวันฟ้องเป็นจำนวน ๒๔๑,๐๙๗ บาท ๔๕ สตางค์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าว แต่สำหรับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แยกเป็นอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปีของเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท และอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของเงิน ๑๐๑,๐๙๗ บาท ๔๕ สตางค์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2525 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศุภษร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดศุภษร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสำราญ ชื่นเจริญสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายเพียร สุมิระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4244/2539ฎีกา 2115/2524ฎีกา 552/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 795/2545ฎีกา 1077/2527ฎีกา 3219/2534ฎีกา 7913/2551ฎีกา 8294/2538ฎีกา 2940/2543ฎีกา 978/2510ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 6683/2545ฎีกา 1690/2550ฎีกา 5887/2537ฎีกา 2569/2521ฎีกา 1808/2512ฎีกา 4610/2534ฎีกา 311/2538ฎีกา 2880/2545ฎีกา 923/2523ฎีกา 4145/2542ฎีกา 156/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา