⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2195/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2195/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ จะไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ และจำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ตาม ฟ้อง โจทก์จะต้อง อ้างสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี เมื่อสัญญากู้ที่โจทก์อ้างจำนวนเงิน 55,816 บาทซึ่ง ตาม ป.รัษฎากรจะต้อง ปิด อากรแสตมป์ 28 บาท แต่ ปิดมาเพียง 20บาท ขาดไป 8 บาท ส่วนสัญญาค้ำประกันซึ่ง ค้ำประกันสัญญากู้ ซึ่ง ตามป.รัษฎากรต้อง ปิด อากรแสตมป์ 10 บาท แต่ ไม่ได้ปิด อากรแสตมป์เลยจึงถือ ได้ ว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ และไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ดังนี้ ถือ ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่มีลายมือชื่อผู้กู้และ ผู้ค้ำประกัน จึงไม่อาจฟ้องคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดตาม สัญญากู้ จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 55,816 บาทเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2526 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 55,816 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้ถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากู้ และสัญญาค้ำประกันตามฟ้องกับโจทก์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 55,816 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2526จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายเมฆโพธิราช ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องนั้น คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ และจำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จะต้องอ้างสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี เมื่อสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างจำนวนเงิน 55,816 บาท ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจะต้องปิดอากรแสตมป์ 28 บาท แต่ปิดมาเพียง 20 บาท ขาดไป 8 บาท ส่วนสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งค้ำประกันสัญญากู้ตามเอกสารหมายจ.1 ซึ่งตามประมวลรัษฎากรต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท แต่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์เลย จึงถือได้ว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์และไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่มีลายมือชื่อผู้กู้และผู้ค้ำประกัน จึงไม่อาจฟ้องคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2195/2533 นาย จันทร์ โพธิราช ฯ โจทก์ นาง จันทร์ หอม ศรีภัก ดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย จันทร์ โพธิราช ฯ · จำเลย - นาง จันทร์ หอม ศรีภัก ดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เธียร ยูงทอง · ประชา บุญวนิช · สัมฤทธิ์ ไชยศิริ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6938/2539ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 272/2490ฎีกา 3219/2534ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2423/2550ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 991/2548ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540ฎีกา 1808/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ