⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2657/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ทำให้สัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ แต่มีผลเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนต้นเงินยังคงสมบูรณ์อยู่.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยรู้เห็นยินยอมให้โจทก์เอาดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้ สัญญากู้จึงไม่เป็นเอกสารปลอมการกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย แต่การคิดดอกเบี้ยเป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก ซึ่งแยกออกจากกันได้โดยถือว่าคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้ต้นเงินสูญไปด้วย ต้นเงินเป็นส่วนที่สมบูรณ์ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะทั้งฉบับ น.ส.3 ที่จำเลยมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันการกู้ยืม ไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืมเงินกัน การที่โจทก์คืน น.ส.3 ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืม.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.135 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 26,000 บาท แต่ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์ต้นเงิน 26,000 บาท ดอกเบี้ย 5,037.50 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,037.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 26,000 บาท และไม่เคยทำสัญญากู้เงิน 26,000 บาท แต่อย่างใด สัญญากู้ท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม เมื่อปลายปี 2527 จำเลยกู้เงินโจทก์ 13,000 บาทโจทก์ยึด น.ส.3 ของจำเลยไว้เป็นหลักประกัน กับโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ซึ่งไม่ได้กรอกข้อความ ซึ่งจะใช่สัญญากู้ท้าย ฟ้องหรือไม่ไม่รับรอง หลังจากนั้น 6 เดือน จำเลยได้นำเงิน15,000 บาท ไปชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์คือ น.ส.3 ให้จำเลยแล้วแต่ไม่ได้คืนกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อจำเลย จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 13,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยรู้เห็นยินยอมให้เอาดอกเบี้ยรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่เป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าโจทก์รวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เข้าเป็นต้นเงินกู้ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้จึงเป็นโมฆะทั้งฉบับนั้น เห็นว่าจำเลยให้การรับว่าได้กู้เงินโจทก์ 13,000 บาท การกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวหาเป็นการผิดกฎหมายไม่ แต่การคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก ซึ่งแยกการกู้เงินกับเรียกดอกเบี้ยออกต่างหากจากกันได้ โดยถือว่าคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้ต้นเงินสูญไปด้วย ต้นเงิน 13,000 บาท ไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นส่วนทีสมบูรณ์แยกออกต่างหากจากการคิดดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ได้ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะทั้งฉบับ จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า การที่โจทก์คืน น.ส.3 ซึ่งจำเลยได้มอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกันเงินกู้นั้น เป็นการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมจึงต้องฟังว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว นั้นเห็นว่า น.ส.3 ดังกล่าวไม่ใช้หลีกฐานแห่งการกู้ยืม เพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืมเงินกันจึงจะฟังว่าจำเลยได้ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้วไม่ได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2534 นาย สม พัฒน์ สม บุตร โจทก์ นาง จันทร์ หอม วาระ นุช จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม พัฒน์ สม บุตร · จำเลย - นาง จันทร์ หอม วาระ นุช
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1492/2528ฎีกา 3562/2527ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 5753/2531ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3245/2534ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 3414/2541ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 548/2522ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 3583/2524ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา