⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1345/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1345/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* มูลหนี้จากการกู้ยืมเงินสดหรือเงินที่ค้างชำระในการซื้อขายรถยนต์เป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย * ดอกเบี้ยที่ตกลงกันให้คิดจากค่างวดที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขายมีลักษณะเป็นค่าเสียหาย ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการกู้ยืม จึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย * การนำสืบการใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง หมายถึงต้นเงิน ไม่รวมถึงดอกเบี้ย * ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ค่าฤชาธรรมเนียมได้ แม้คู่ความอีกฝ่ายจะมิได้ขอ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และทำสัญญากู้ตามฟ้อง มูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเงินที่ค้างชำระในการซื้อขายรถยนต์ก็เป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้นั้นได้ ไม่เป็นการนอกฟ้อง ดอกเบี้ยก่อนทำสัญญากู้ที่ตกลงกันให้คิดจากค่างวดที่ค้างชำระตามสัญญาซื้อขายนั้น มีลักษณะเป็นค่าเสียหาย ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการกู้ยืม จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญ้ติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ การนำสืบการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653วรรคสองนั้นหมายถึงต้นเงินไม่หมายรวมถึงดอกเบี้ย การที่ศาลจะให้ฝ่ายใดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเป็นดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด และแม้คู่ความอีกฝ่ายจะมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2526 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ 53,130 บาท อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ชำระดอกเบี้ยทุกเดือนกำหนดชำระคืนภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2527 นับแต่กู้ยืมจำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้นดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันกู้ยืมจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินตามฟ้อง เมื่อวันที่ 27ธันวาคม 2523 โจทก์ได้นำรถยนต์กระบะ 1 คันมาขายให้แก่จำเลยในราคา 70,000 บาทชำระในวันทำสัญญา 10,000 บาท ที่เหลือชำระเดือนละ 3,500 บาททุกวันที่ 27 ของเดือนจำเลยได้ผ่อนชำระเรื่อยมาหากงวดไหนไม่ได้ชำระโจทก์จะคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ของต้นเงินที่ค้างชำระของแต่ละงวดรวมกับดอกเบี้ยแล้วจำเลยค้างชำระอยู่53,130 บาท โจทก์จำเลยจึงได้ทำสัญญากู้ท้ายฟ้อง จากนั้นจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกเลยจนถึงวันที่ 18พฤษภาคม 2527 ได้มีการคิดดอกเบี้ยในต้นเงินที่ค้าง จำเลยได้ชำระ 3,400 บาท ค้างชำระอีก 12,530 บาท จึงได้มีการทำสัญญากู้อีก 1 ฉบับตามที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งดำที่ 237/2527ของศาลชั้นต้น สัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้จึงไม่มีมูลหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 53,130 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2526 จนถึงวันชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกิน 5,810 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมสองพันบาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมาเป็นยุติว่า จำเลยค้างชำระค่าซื้อรถยนต์จากโจทก์เป็นเงิน28,500 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระแต่ละงวดรวมกับเงินต้นเป็นเงิน 53,130 บาท โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ไว้ตามฉบับที่ฟ้อง มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยตรงตามฟ้อง ต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ และทำสัญญากู้เงินตามฟ้อง มูลหนี้จะเป็นการกู้ยืมเงินสดหรือเงินที่ค้างชำระในการซื้อขายรถยนต์ก็เป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย และสัญญากู้ก็มีผลบังคับได้ ไม่เป็นการนอกฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้นั้นได้ ที่จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเงินค่ารถยนต์ที่ค้างชำระร้อยละ 5 ของแต่ละงวดให้โจทก์นั้นมีลักษณะเป็นค่าเสียหาย ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงิน จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การชำระดอกเบี้ย 3,400 บาทจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดงหรือแทงเพิกถอนลงในเอกสาร ต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะการนำสืบการใช้เงินตามมาตราดังกล่าวนั้นหมายถึงต้นเงินเท่านั้น ไม่หมายความถึงดอกเบี้ย แต่การนำสืบถึงการชำระดอกเบี้ยดังกล่าว จำเลยมีแต่ตัวเองเป็นพยานเท่านั้น ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน จึงฟังไม่ได้ว่าชำระดอกเบี้ยแล้ว จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับโจทก์มิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ทั้งมิได้มีคำขอมาในอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เป็นดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดศาลที่พิพากษาย่อมใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรได้..........' พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาทแทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1345/2532 นาย ประทวน คำ แหง โจทก์ นาย สวาท พงษ์ จีน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ประทวน คำ แหง · จำเลย - นาย สวาท พงษ์ จีน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พนม พ่วงภิญโญ · สุทิน นนทแก้ว · ประเสริฐ บุญศรี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 591/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 272/2490ฎีกา 1649/2498ฎีกา 2572/2541ฎีกา 794/2509ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4007/2552ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ