คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องบังคับให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ฟ้องเป็นหลัก หากขณะฟ้องจำเลยไม่ใช่เจ้าของอาคารแล้ว จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเป็นเจ้าของอาคารพิพาทได้ทำการต่อเติมอาคารดังกล่าวโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หลังจากจำเลยถูกพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับไปแล้วจึงได้ขายอาคารพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไป ต่อมาได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคารพุทธศักราช 2479 และให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แทน โจทก์จึงมาฟ้องบังคับให้รื้ออาคารส่วนที่ต่อเติม ดังนี้ต้องใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับ ซึ่งมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นผู้รื้อ เจ้าของอาคารต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไม่ใช่เจ้าของอาคารพิพาทแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม.42
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ ๒๘๑/๒๗ จำเลยที่ ๓ ได้ก่อสร้างต่อเติมอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ถูกพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับแล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้ขายตึกแถวดังกล่าวพร้อมที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมออกไป จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้รื้อถอน ถ้าไม่ยอมรื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนเองได้โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ได้เป็นผู้ทำการต่อเติมอาคารโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ เพราะจำเลยที่ ๓หมดสิทธิในอาคารตึกแถวตามฟ้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมออกไปถ้าจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ รื้อถอน ถ้าจำเลยที่ ๑ที่ ๒ ไม่ยอมรื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นผู้ปลูกสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กปกคลุมทางเดินด้านหลังตึกแถวเลขที่ ๒๘๑/๒๗ ในลักษณะเป็นการต่อเติมตึกแถวนั้นให้ผิดไปจากแบบแปลนแผนผังที่ได้รับอนุญาต และขณะปลูกสร้างมีพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙มาตรา ๑๑ ทวิ วรรคสาม ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงและทำการรื้อถอนได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายจากผู้ปลูกสร้างอาคารนั้น แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็ยังไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว เพียงมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ จัดการรื้อถอนเท่านั้น ต่อมาจำเลยที่ ๓ ยังไม่ได้รื้อถอนก็โอนขายอาคารตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไป และปรากฏว่าขณะฟ้องคดีนี้ พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมีพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกมาใช้แทน การรื้อถอนอาคารตึกแถวดังกล่าวจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๒ วรรคสามวรรคสี่ จำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารในขณะโจทก์ฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ ๓ ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2527
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โจทก์
นางสาวฐาปนี ศรีรัตนไพฑูรย์ ที่ 1 กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร · จำเลย - นางสาวฐาปนี ศรีรัตนไพฑูรย์ ที่ 1 กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดำรง สายเชื้อ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายไพโรจน์ แก้วทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง คล้ายแก้ว |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา