คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4605/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าของสินค้าที่ถูกขายทอดตลาดตามกฎหมายศุลกากร มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินส่วนที่เหลือจากการขายทอดตลาดได้ภายในกำหนดเวลาหกเดือนนับแต่วันขาย โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำของเข้าหรือผู้รับตราส่ง
ย่อคำพิพากษา
การเรียกร้องเอาเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างนั้น พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 ให้สิทธิแก่เจ้าของเท่านั้นที่จะเรียกร้องเอาคืนได้ และตามมาตรา 2ก็ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ผู้นำของเข้า" ให้หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของด้วย ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของสินค้าที่ขายทอดตลาด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างจากจำเลยได้ แม้ว่าโจทก์จะไม่เป็นผู้นำของเข้าหรือผู้รับตราส่งก็ตาม
จำเลยขายทอดตลาดของตกค้างเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2529 โจทก์ได้มีหนังสือขอคืนเงินที่เหลือเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2529 จึงเป็นการเรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 63 เงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดินและกำหนดเวลาหกเดือนตามมาตรา 63 นี้ มิใช่กำหนดอายุความฟ้องร้องที่เจ้าของจะต้องฟ้องเรียกคืนเงินที่เหลือภายในหกเดือนนับแต่วันที่ขาย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.2 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.61 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.63
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.เอ.ที.ฟาร์มาซูติคอล ได้สั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์จากโจทก์ รวมราคา ๑๒๒,๖๐๐ ดอยซ์มาร์ก โจทก์ส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อล่าช้ากว่ากำหนด โดยส่งสินค้าลงเรือเดินทางมาถึงท่าเรือคลองเตย และเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าคลองเตยกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่๙ สิงหาคม ๒๕๒๘ ต่อมาผู้ซื้อขอลดราคา แต่โจทก์ไม่ยินยอม ผู้ซื้อจึงบอกเลิกสัญญาซื้อขาย โจทก์ได้มอบให้ตัวแทนเตรียมดำเนินการส่งคืนสินค้า แล้วในระหว่างนั้นเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๙ จำเลยได้นำสินค้าทั้งหมดของโจทก์ออกขายทอดตลาดอ้างว่าเป็นของตกค้างตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙มาตรา ๖๑ ได้รับเงินจากการขายทอดตลาด ๖๘๐,๐๐๐ บาท เมื่อหักใช้ค่าภาษีศุลกากร ภาษีการค้าภาษีบำรุงเทศบาล และค่าภาระติดพันของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว คงเหลือเงินสุทธิ๕๐๑,๑๗๖.๕๗ บาท โจทก์ในฐานะเจ้าของสินค้า จึงมีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๖๓ โจทก์ได้ขอคืนแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้อ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของสินค้าเพราะโจทก์มิได้เป็นผู้รับตราส่งสินค้ารายนี้ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน ๕๐๑,๑๗๖.๕๗ บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของสินค้าเคมีภัณฑ์ตามฟ้อง เจ้าของสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ ได้แก่ผู้รับตราส่งเท่านั้น การซื้อขายรายนี้กรรมสิทธิ์ได้โอนไปยังผู้ซื้อนับแต่ขณะทำสัญญา โจทก์ฟ้องเรียกคืนเมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันขายทอดตลาดสินค้าเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดสินค้าตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๕๐๑,๑๗๖.๕๗ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า วันที่๙ มิถุนายน ๒๕๒๙ จำเลยได้นำสินค้าเคมีภัณฑ์ตามฟ้องออกขายทอดตลาดเนื่องจากเป็นสินค้าตกค้างตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๖๑ หลังจากหักเงินต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดแล้วคงเหลือเงินสุทธิจากการขายทอดตลาด ๕๐๑,๑๗๖.๕๗ บาท โจทก์ได้ขอคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของสินค้าที่ขายทอดตลาด แต่จำเลยปฏิเสธไม่คืนให้ คงมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขอคืนเงินดังกล่าวและได้ขอคืนในกำหนดเวลาหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว สินค้าเคมีภัณฑ์ที่ขายทอดตลาดนั้น นายอภิชาติ ชินกุลกิจนิวัฒน์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า เป็นสินค้าที่โจทก์ส่งมาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.เอ.ที.ฟาร์มา-ซูติคอล ผู้ซื้อในประเทศไทย แต่ส่งมาล่าช้าผู้ซื้อไม่ยอมรับและบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยไม่มีพยานสืบในข้อที่ว่า โจทก์มิใช่ผู้ส่งสินค้ามาในประเทศไทย ตามใบสั่งซื้อสินค้าก็ระบุชื่อผู้รับคำสั่งซื้อว่าเป็นโจทก์ ตามเอกสารทางการเงินชนิดเพิกถอนไม่ได้ ก็ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับ และธนาคารกรุงเทพ จำกัดผู้เปิด แอลซี (L/C) ก็ได้มีหนังสือถึงจำเลยระบุว่า โจทก์เป็นผู้ส่งสินค้ามาในประเทศไทย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ส่งมาให้ผู้ซื้อในประเทศไทยแต่ผู้ซื้อไม่ยอมรับ ในที่สุดได้เลิกสัญญากัน สินค้าเคมีภัณฑ์ดังกล่าวจึงยังเป็นของโจทก์อยู่ การเรียกร้องเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างนั้น พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๖๓ ได้บัญญัติเรื่องการเรียกร้องเอาเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดของตกค้างไว้เป็นการชัดเจนแล้วว่าเจ้าของเท่านั้นที่จะเรียกร้องเอาคืนได้ และในเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ขายทอดตลาดโจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาคืนได้ ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า ฐานะการเป็นเจ้าของที่จะขอคืนต้องเป็นผู้นำของเข้า หรือผู้รับตราส่งนั้นเป็นการกล่าวอ้างที่นอกเหนือจากที่กฎหมายในเรื่องนี้กำหนดไว้ และถึงแม้จะถือตามข้ออ้างของจำเลยที่ว่า ต้องเป็นผู้นำของเข้าก็ตาม คำว่า "ผู้นำของเข้า" ก็มีบทวิเคราะห์ศัพท์กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ มาตรา ๒ ว่าให้หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของ จำเลยจึงไม่อาจจะกล่าวอ้างบทกฎหมายใดมาเป็นข้อปฏิเสธในการที่จะไม่คืนเงินที่เหลือจากการขายของตกค้างรายนี้ให้โจทก์ได้ เว้นแต่เงินที่เหลือจากการขายของดังกล่าวจะตกเป็นของแผ่นดินแล้วตามที่มาตรา ๖๓ บัญญัติไว้ แต่ข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยขายทอดตลาดของตกค้างรายนี้เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๙ โจทก์โดยนายอภิชาติ ผู้รับมอบอำนาจได้มีหนังสือขอคืนเงินเหลือเมื่อวันที่๑๕ ตุลาคม ๒๕๒๙ จึงเป็นการเรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายตามบทกฎหมายที่กล่าวข้างต้นเงินที่เหลืออยู่จึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตามที่กฎหมายกำหนด และเมื่อโจทก์เรียกร้องเอาคืนจากจำเลยภายในกำหนดแล้ว จำเลยไม่คืนให้ก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยได้ตามสิทธิ และกำหนดเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๓ นั้น มิใช่กำหนดอายุความฟ้องร้องที่เจ้าของจะต้องฟ้องร้องเรียกคืนเงินที่เหลือภายในหกเดือน นับแต่วันที่ขาย ดังที่จำเลยอุทธรณ์
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4605/2533
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล อี.เมิร์ค โจทก์
กรมศุลกากร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล อี.เมิร์ค · จำเลย - กรมศุลกากร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุดม เฟื่องฟุ้ง · เดชา สุวรรณโณ · สวิน อักขรายุธ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลภาษีอากรกลาง - นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา