⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 579/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญามิได้กำหนดเวลาในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นข้อสาระสำคัญ และได้ตกลงต่ออายุสัญญาออกไปโดยปริยาย ถือว่าสัญญาไม่มีกำหนดเวลา และเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา

ย่อคำพิพากษา

ธนาคารโจทก์กับจำเลยมิได้ถือกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นข้อสาระสำคัญ แต่ได้ตกลงกันโดยปริยายต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อมาได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 859.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.154 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.859

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของธนาคารโจทก์ สาขาปทุมวัน มีบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 4441ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปก่อนแล้ว 29,163.77 บาท ต่อมาวันที่ 18ธันวาคม 2516 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินสองล้านบาทมีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยเป็นรายเดือนอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี และยอมให้นำดอกเบี้ยค้างชำระทบต้นได้และให้ถือว่าเงินที่เบิกเกินบัญชีไปก่อนดังกล่าวเป็นยอดเงินรวมอยู่ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินออกและนำเงินเข้าหักทอนบัญชีตลอดมาจนครบกำหนดตามสัญญา จำเลยที่ 1เบิกเงินเกินบัญชีไป 1,833,732.10 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1คงเบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีหักทอนต่อไปอีกเป็นการต่ออายุสัญญาออกไปโดยไม่มีกำหนด ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นการบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2524 ยอดหนี้ถึงวันผิดนัดเป็นเงิน 2,557,452.66 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,012,701.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 2,557,452.66 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์มีกำหนด 12 เดือน ในวงเงินสองล้านบาท แต่จำเลยที่ 1มิได้เป็นหนี้โจทก์ถึงจำนวนตามฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2517 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,530,324.37บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,530,324.37บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 มีบัญชีเดินสะพัดอยู่กับโจทก์สาขาปทุมวัน และทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 18 ธันวาคม 2516 มีกำหนด 12 เดือน ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 เพียงวันที่ 18 ธันวาคม 2517 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่1,833,732.20 บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ที่ 2ให้ชำระหนี้และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 3ตามเอกสารหมาย จ.4 โดยกำหนดให้ชำระหนี้ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์2524 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2524 จำเลยที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 5 เดือนเดียวกันคดีมีปัญหาในชั้นนี้ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ต่อไปหลังจากวันที่ 18 ธันวาคม 2517 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหรือไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันที่ 18 ธันวาคม 2517 เนื่องจากไม่มีการต่ออายุสัญญา หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีนางสาวสุภัทร ดวงพัสตรา ผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาปทุมวันเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากวันที่ 17ธันวาคม 2517 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเรื่อยมา ดังปรากฎตามบัญชีเลขที่ 4441 เอกสารหมาย จ.7และโจทก์ส่งบัญชีเลขที่ดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานปรากฎรายการต่าง ๆตรงตามที่พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความ ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1ที่ 2 มิได้ถือกำหนดเวลา 12 เดือนที่ระบุไว้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.1 เป็นข้อสาระสำคัญ ตามพฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตกลงโดยปริยายต่ออายุสัญญาบัญชีเดินสะพัดออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลา จะต้องมีการบอกเลิกสัญญาตามนัยมาตรา 859 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจึงจะเลิกกันโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปหลังจากวันที่ 18 ธันวาคม2517..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2534 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไพโรจน์ อุตสาหกรรม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไพโรจน์ อุตสาหกรรม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · วินัย กันนะ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 497/2528ฎีกา 652/2539ฎีกา 684/2520ฎีกา 3518/2524ฎีกา 7287/2539ฎีกา 1890/2524ฎีกา 3363/2538ฎีกา 1042/2531ฎีกา 4846/2542ฎีกา 117/2518ฎีกา 1862/2518ฎีกา 5852/2531ฎีกา 1446/2512ฎีกา 686/2546ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1479/2539ฎีกา 2785/2522ฎีกา 540/2535ฎีกา 1077/2527ฎีกา 8294/2538ฎีกา 2940/2543ฎีกา 806/2518ฎีกา 518/2538ฎีกา 2877/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ