⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5234/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5234/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับโอนเช็คโดยรู้ถึงมูลเหตุที่เช็คนั้นถูกมอบให้แก่ผู้รับโอนเดิม และเป็นการรับโอนเพื่อฉ้อฉล ย่อมทำให้ผู้รับโอนไม่มีสิทธิฟ้องบังคับตามเช็คนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทมอบให้ ก. ยึดไว้เป็นประกันในการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของลูกค้าไปขายลดแก่ ก. ก. เบิกเงินตามเช็คของลูกค้าได้แล้วแต่ไม่คืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1เพราะ ก. ได้หลบหนีเจ้าหนี้ไป โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2ลูกจ้างของ ก. ไว้โดยไม่มีมูลหนี้และรู้ถึงมูลเหตุที่จำเลยที่ 1มอบเช็คพิพาทให้แก่ ก. ไว้ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการรับโอนไว้ด้วยคบคิดกับจำเลยที่ 2 ฉ้อฉลจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้ชำระเงินตามเช็คพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.916

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินตามเช็คจำนวนเงิน 450,000 บาท แก่ผู้ถือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังต่อมาผู้มีชื่อนำเช็คนั้นมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 480,937.50 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อประมาณกลางปี 2527 จำเลยที่ 1ได้นำเช็คของลูกค้าไปแลกเงินสดจากนายกุ้ยซิม นายกุ้ยซิมให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้ถือไว้โดยไม่ได้ลงวันที่เดือนปีไว้เพื่อค้ำประกันเช็คของลูกค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปแลกดังกล่าว ปลายปี 2530นายกุ้ยซิมเรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 นำไปแลกได้เรียบร้อยแล้วจำเลยที่ 1 จึงขอเช็คพิพาทคืน นายกุ้ยซิมบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนให้ ต่อมาจำเลยที่ 2 สมคบกับโจทก์นำเช็คพิพาทมามอบให้โจทก์ซึ่งเป็นทนายความฟ้องเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยที่ 1อันเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับเช็คพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2 ด้วยคบคิดกับจำเลยที่ 2 ฉ้อฉลจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 2เป็นลูกจ้างของนายกุ้ยซิม แซ่ฉั่ว ตามคำเบิกความยืนยันของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีนายเรืองชัย โชคลาภทวี เบิกความสนับสนุนจำเลยที่ 2 ไม่มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 จะต้องออกเช็คชำระหนี้ให้เป็นจำนวนเงินถึง 450,000 บาท นายกุ้ยซิมมีอาชีพรับซื้อลดเช็คโดยผู้ขายลดเช็คจะต้องออกเช็คของตนเองไม่ต้องลงวันสั่งจ่ายมอบให้แก่นายกุ้ยซิมไว้เป็นประกันด้วยจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า ได้คบค้ากับนายกุ้ยซิมในการนำเช็คของลูกค้าไปขายให้แก่นายกุ้ยซิมตั้งแต่ปี 2527 ตลอดมาและได้ออกเช็คพิพาทไม่ลงวันสั่งจ่ายให้แก่นายกุ้ยซิมไว้เป็นประกันเช็คของลูกค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปขายนั้นนายกุ้ยซิมเบิกเงินตามเช็คได้ครบถ้วนทุกฉบับแล้วแต่ไม่คืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1เนื่องจากต่อมานายกุ้ยซิมฐานะการเงินไม่ดีได้หลบหนีเจ้าหนี้ไปซึ่งจำเลยที่ 1 มีนายเรืองชัยเบิกความสนับสนุนและมีเอกสารหมาย ล.1และ ล.2 สนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 เบิกสมุดเช็คซึ่งมีแบบพิมพ์เช็คพิพาทอยู่ด้วยจากธนาคารมาตั้งแต่ปี 2527 ทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1ออกเช็คพิพาทให้แก่นายกุ้ยซิมไว้ตั้งแต่ปี 2527 จริง ประกอบกับโจทก์นำสืบถึงมูลหนี้ที่ได้รับโอนเช็คพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 ลอย ๆว่า เป็นมูลหนี้ค่าจ้างว่าความหลายคดีและค่าปรึกษาความหลายคดีรวม 350,000 บาท กับแลกเอาเงินสดจากโจทก์อีก 100,000 บาท ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าค่าจ้างว่าความคดีหมายเลขเท่าใด ระหว่างใครเป็นโจทก์ใครเป็นจำเลย จำนวนทุนทรัพย์เท่าใดจึงเป็นค่าจ้างมากถึง จำนวน 350,000 บาท เงินที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 แลกไปก็ไม่ปรากฏว่า เบิกมาจากธนาคารใดเมื่อใดหรือได้มาจากใครเมื่อใดข้อนำสืบของโจทก์จึงไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทมอบให้นายกุ้ยซิมยึดไว้เป็นประกันในการที่จำเลยที่ 1 นำเช็คของลูกค้าไปขายลดแก่นายกุ้ยซิมนายกุ้ยซิมเบิกเงินตามเช็คของลูกค้าได้ครบถ้วนทุกฉบับแล้วแต่ไม่คืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะนายกุ้ยซิมได้หลบหนีเจ้าหนี้ไป โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 ลูกจ้างของนายกุ้ยซิมไว้โดยไม่มีมูลหนี้และรู้ถึงมูลเหตุที่จำเลยที่ 1มอบเช็คพิพาทให้แก่นายกุ้ยซิมไว้ดังกล่าวแล้วอันเป็นการรับโอนไว้ด้วยคบคิดกับจำเลยที่ 2 ฉ้อฉลจำเลยที่ 1 มิใช่โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้ชำระเงินตามเช็คพิพาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5234/2537 นาย ปัญญา จันทร์ เหมือน เผือก โจทก์ นาย สม ทรัพย์ สุข จิต รวิบูลย์ หรือสุขจิตรวิบูรณ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปัญญา จันทร์ เหมือน เผือก · จำเลย - นาย สม ทรัพย์ สุข จิต รวิบูลย์ หรือสุขจิตรวิบูรณ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · นิเวศน์ คำผอง · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1195/2535ฎีกา 369/2522ฎีกา 351/2525ฎีกา 2902/2557ฎีกา 7255/2539ฎีกา 2752/2536ฎีกา 4619/2536ฎีกา 8296/2551ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 7617/2543ฎีกา 265/2526ฎีกา 2690/2523ฎีกา 842/2510ฎีกา 1410/2525ฎีกา 908/2534ฎีกา 3934/2525ฎีกา 772/2531ฎีกา 467/2532ฎีกา 944/2529ฎีกา 1407/2535ฎีกา 2111-2112/2529ฎีกา 5368/2558ฎีกา 2932/2519ฎีกา 804/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ