⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2690/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2690/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ทรงเช็คที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และผู้สั่งจ่ายเช็คไม่อาจยกข้อต่อสู้ที่อาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สลักหลังเช็คมาใช้ต่อสู้กับผู้ทรงเช็คนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากจำเลยผู้สั่งจ่าย จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียก ส.เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) โดยอ้างว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่ ส. และได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่ ส. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องและคำให้การไม่ปรากฏว่า ส. เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทจึงไม่มีกรณีที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับ ส.ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ส.ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ทรงเช็คพิพาทคนใดเลย ไม่มีความผูกพันร่วมกับจำเลยที่จะต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้โจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะเรียก ส.เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือ จำเลยผู้สั่งจ่ายมิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่าโจทก์ผู้ทรงได้รับโอนเช็คพิพาทมาด้วยการคบคิดกับฉ้อฉล ทั้งคำให้การก็มิได้บรรยายให้เข้าใจได้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาจากผู้ใด ด้วยวิธีใด อันจะถือได้ว่าเป็นการคบคิดฉ้อฉล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาจากผู้อื่นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทด้วยการคบคิดกันฉ้อฉล ดังนั้นในเบื้องต้นจึงจะต้องถือว่าโจทก์รับเช็คพิพาทมาโดยสุจริต แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่ ส. แล้ว แต่ ส.ไม่คืนเช็คพิพาทให้ก็ตาม การที่ ส.ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริต จำเลยก็ไม่อาจต่อสู้ โจทก์ผู้ทรงเช็คพิพาทด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยกับ ส. ได้ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นได้งดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จึงเป็นการชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.904 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.914 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.916 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารภารตโอเวอร์ซี จำกัด สำนักงานใหญ่ ลงวันที่ออเช็ควันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๒๑ สั่งจ่ายเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สลักหลังโอนเช็คดังกล่าวให้แก่บริษัทง่วนอวดค้าผ้า จำกัด บริษัทง่วนฮวดค้าผ้า จำกัด สลักหลังส่งมอบเช็คดังกล่าวให้นายพิเชฐ เมื่อถึงวันออกเช็ค นายพิเชฐได้นำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีในธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารภารตโอเวอร์ซี สำนักงานใหญ่ปฏิเสธการจ่ายเงิน นายพิเชฐจึงเรียกเก็บเงินตามเช็คจากโจทก์ในฐานะผู้รับอาวัล โจทก์ได้จ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวให้กับนายพิเชฐเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๑ และเข้าถือเอาเช็คดังกล่าวมาไว้ในครอบครอง โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามเช็คให้โจทก์หลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยเสีย ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่ปี ตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๑ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๖,๒๕๐ บาท และดอกเบี้ยของต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (ในอัตราดังกล่าว) นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะสลักหลังโอนให้แก่บุคคลอื่น ฉะนั้น โจทก์ บริษัทง่วนฮวดค้าผ้า จำกัด และนายพิเชฐต่างไม่ใช่ผูทรางเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด ต่อมาจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด หลายครั้งรวมทั้งดอกเบี้ยเป็นเงิน ๒๐๙,๗๓๑ บาท แต่บริษัทดังกล่าวไม่คืนเช็คพิพาทให้จำเลยอ้างว่ายังหาเช็คพิพาทไม่พบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาทต่อไปจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด และได้ชำระหนี้ (ตามเช็คพิพาท) ให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้ว หากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยก็จำเป็นต้องฟ้องบริษัทดังกล่าวเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ขอให้เรียกบริษัทดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) เพื่อศาลจะได้พิพากษาถึงความรับผิดในคราวเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ว่า กรณียังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ยกคำร้องของจำเลย วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถาน โจทก์จำเลยรับกันว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คออกให้ผู้ถือ ศาลชั้นต้นฟังว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยาน นัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ที่ขอให้เรียกบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และอุทธรณ์คำพิพากษาขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น สั่งให้ศาลชั้นต้นชี้สองสถาน และสืบพยานโจทก์จำเลยไปตามกระบวนพิจารณาจะสิ้นกระแสความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมนั้น ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด เป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) โดยอ้างว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด และได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่บริษัทดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยจำเป็นต้องฟ้องบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การจำเลยไม่ปรากฏว่า บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาท จึงไม่มีกรณีที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด ตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ทรงเช็คพิพาทคนใดเลย ไม่มีความผูกพันร่วมกับจำเลยที่จะต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้โจทก์ จึงไม่มีเหตุจะเรียกบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ส่วนที่จำเลยฎีกาคำสั่งศาลชั้ต้นที่ให้งดการชี้สองสถาน และงดสืบพยานโจทก์และจำเลยนั้น พิเคราะห์แล้วปรากฏว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือซึ่งตามมาตรา ๙๑๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คด้วย บัญญัติว่า "บุคคลทั้งหลายถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงินหาอาจจะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกับเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อนๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขี้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล" อาศัยบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ได้พิเคราะห์คำให้การของจำเลยแล้วจำเลยมิได้กล่าวอ้างต่อสู้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทมาด้วยการคบคิดกันฉ้อฉล ทั้งคำให้การก็มิได้บรรยายให้เข้าใจได้ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาจากผู้ใด ด้วยวิธีใด อันจะถือได้ว่าเป็นการคบคิดกันฉ้อฉล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยให้การโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาจากผู้อื่นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ซึ่งตกเป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องสืบ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทด้วยการคบคิดฉ้อฉล ดังนั้น ในเบื้องต้นจึงจำต้องถือว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาโดยสุจริต อนึ่ง แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด แล้ว แต่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด ไม่คืนเช็คพิพาทให้ก็ตามการที่บริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด ฝ่ายเดียวเป็นผู้ทุจริต จำเลยก็ไม่อาจต่อสู้โจทก์ผู้ทรงเช็คพิพาทด้วยข้อต่อสู้อาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยกับบริษัทสยามพิมพ์ย้อม จำกัด ได้ ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้งดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ จึงเป็นการชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2690/2523 บริษัทโรยัลเท็คซ์ไทล์ จำกัด ฯ โจทก์ นายอาว์ต้า หรืออาตาร์ ซิงส์ หรือซิงห์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทโรยัลเท็คซ์ไทล์ จำกัด ฯ · ล. - นายอาว์ต้า หรืออาตาร์ ซิงส์ หรือซิงห์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · จรัญ สำเร็จประสงค์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายผล แดงดี · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง คล้ายแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2902/2557ฎีกา 1360/2544ฎีกา 8119/2540ฎีกา 1765/2492ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2962/2543ฎีกา 4484/2536ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537ฎีกา 5628/2544ฎีกา 1065/2513ฎีกา 8087/2543ฎีกา 582/2510ฎีกา 1601/2529ฎีกา 486/2492ฎีกา 8727/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา