คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงิน จะมีผลผูกพันต่อเมื่อมีการกู้ยืมเงินจริงและมีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่ผู้จำนองแล้วเท่านั้น.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกันเพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยและโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองและจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 หรือไม่ หากรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไปโดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนองเพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจำนองลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามที่โจทก์เคยทำบันทึกข้อตกลงกับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ในการเป็นตัวแทนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากสมาคมเพื่อนำไปจำหน่าย แต่ต่อมาสมาคมผิดสัญญาและเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าวไว้ แต่สมาคมไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว และจำเลยร่วมกันชำระเงิน 497,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 393,750 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง ซึ่งผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้จำนองไปด้วย จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาด แต่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องชำระหนี้จำนองต้นเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจำนอง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,289,350 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,289,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,308,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนและไม่ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ทรัพย์จำนองหลุดเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 34539 หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง (ที่ถูก ศาลชั้นต้นต้องสั่งด้วยว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งที่จะต้องมีคำสั่ง)
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกัน เพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่ และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 หรือไม่ หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไป โดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนอง เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเป็นคดีใหม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2568
นาง ย. โจทก์
นาย บ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง ย. · จำเลย - นาย บ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปฏิญญา สูตรสุวรรณ · ธีระศักดิ์ วริวงศ์ · ธนกฤต กมลวัทน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลำพูน - นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.154/2568 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา