⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1421/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อเจ้าของที่ดินไม่มารับเงินค่าทดแทนตามที่แจ้ง การชำระค่าทดแทนโดยการวางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์มีผลเป็นการชำระหนี้โดยสมบูรณ์ และให้เริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่วางเงินนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และโจทก์ไม่ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 11 สิงหาคม 2538 ตามที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับ ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน ตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือ วันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงิน ค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.10 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.26 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.28 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 80176 เลขที่ดิน 9690 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 351 โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 60,668,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 52,755,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,605,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 18,025,000 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดและในอัตราอย่างไร โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ควรจะได้รับดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารออมสินประเภทฝากประจำ แต่ไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" และมาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนผู้ใดไม่มารับเงินค่าทดแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด? ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่วางเงินค่าทดแทนไว้ตามมาตรา 31 โดยพลัน" ปรากฏว่าโจทก์กับฝ่ายจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 ฝ่ายจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 31 สิงหาคม 2538 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามกำหนดนัด ฝ่ายจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยพลันซึ่งก็คือวันถัดจากวันครบกำหนดนัด คือวันที่ 12 สิงหาคม 2538 อันถือได้ว่าเป็นวันวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย การคิดดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันดังกล่าวหาใช่วันที่ศาลวินิจฉัยถึงที่สุดไม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสภาวการณ์โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องไม่เกินร้อยละ 6.5 ต่อปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี เพราะไม่ให้เกินกว่าที่โจทก์ขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1421/2544 นายวิรัตน์ บุญลีระวัฒน์ โจทก์ อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิรัตน์ บุญลีระวัฒน์ · จำเลย - อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชัย ชื่นชมพูนุท · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · วิชัย วิสิทธวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาววันทนี กีรติพิบูล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2110/2537ฎีกา 1148/2541ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2264/2543ฎีกา 2561/2540ฎีกา 8291/2540ฎีกา 6398/2546ฎีกา 7102/2539ฎีกา 5779/2539ฎีกา 6597-6598/2547ฎีกา 369/2539ฎีกา 6495/2539ฎีกา 6353/2544ฎีกา 5723/2541ฎีกา 6985/2541ฎีกา 4274/2540ฎีกา 2584-2585/2548ฎีกา 7212/2537ฎีกา 5301/2539ฎีกา 3584/2550ฎีกา 6185/2537ฎีกา 600/2553ฎีกา 512/2539ฎีกา 3041/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา