⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5779/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีที่อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์น้อยกว่าที่ควรได้รับตามกฎหมาย จะต้องบรรยายให้ชัดแจ้งถึงการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดและกฎหมายที่จำเลยกระทำผิด เพื่อให้จำเลยทราบถึงสภาพแห่งข้อหาและต่อสู้คดีได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์น้อยกว่าค่าทดแทนที่โจทก์ควรได้รับตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงถือได้ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินโดยละเมิดเท่านั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรและกระทำผิดต่อกฎหมายประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.26

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน2 แปลง อยู่ติดกับทางหลวงชนบทสายแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ให้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของราษฎรโดยการเวนคืน เพื่อใช้ในการก่อสร้างและขยายทางดังกล่าวให้เป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4228จำเลยได้เวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วนโดยจ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 8,925 บาท สำหรับที่ดินจำนวน 238 ตารางวา และโจทก์ทั้งสองได้ยอมรับเนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นจำนวนเงินที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของการเวนคืนต่อมาโจทก์ทั้งสองจึงทราบว่าค่าทดแทนที่จำเลยจ่ายให้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตารางวาละ100 บาท รวมเป็นเงิน 44,600 บาท แต่โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนรวมกันเพียง 16,725 บาท ถือว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 27,875 บาทและยังทำให้โจทก์ทั้งสองเสียสิทธิในการอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มโจทก์ทั้งสองขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในอัตราตารางวาละ 36 บาทเป็นเงินจำนวน 16,056 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน 43,931 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนคือวันที่ 31 ธันวาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกระทำละเมิดเมื่อวันเวลาใด จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2535ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การประกอบข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง เพราะฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม และโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างมูลละเมิดเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเรียกเงินค่าทดแทนเพิ่มตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 จึงไม่จำต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีก่อน และคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องไว้อย่างชัดแจ้งเข้าหลักกฎหมายเรื่องละเมิดแล้ว จำเลยก็ต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่เคลือบคลุม พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายเพียงว่า จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองน้อยกว่าค่าทดแทนที่โจทก์ทั้งสองควรได้รับตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงถือได้ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยผิดกฎหมายให้โจทก์ทั้งสองเสียหายแก่ทรัพย์สินโดยละเมิดเท่านั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรและกระทำผิดต่อกฎหมายประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2539 นาย จำนงค์ คช สิทธิ์ กับพวก โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย จำนงค์ คช สิทธิ์ กับพวก · จำเลย - กรมทางหลวง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบัติ เดียวอิศเรศ · สุทธิ นิชโรจน์ · จำลอง สุขศิริ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา