⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 875/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ค่าน้ำมันรถยนต์ที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำแน่นอนโดยไม่ต้องนำใบเสร็จมาเบิก ถือเป็นค่าจ้าง 2. การที่นายจ้างออกประกาศให้สิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง ถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ 3. นายจ้างไม่สามารถออกประกาศลดหรือเลิกสิทธิประโยชน์ที่เคยให้ไว้แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวได้ หากลูกจ้างมิได้ยินยอม

ย่อคำพิพากษา

ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในชื่อค่าครองชีพ เมื่อเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำจำนวนแน่นอนโดยไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันมาเบิก อันเป็นการจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยจ่ายให้เพื่อเป็นการชดเชยค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อการงานของจำเลยอันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 จำเลยออกประกาศจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารอันเป็นประกาศที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว แต่ประกาศดังกล่าวเป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การที่จำเลยออกประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารและออกประกาศเลิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แม้โจทก์และลูกจ้างของจำเลยมิได้คัดค้าน แต่โจทก์และลูกจ้างก็มิได้ยินยอมให้จำเลยลดหรือเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศเดิมและไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าย่อมไม่มีผลใช้บังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้โจทก์นั้นเป็นค่าจ้างต้องนำไปเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยจำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ขาดไปจำนวน 24,000 บาท ส่วนการที่จำเลยประกาศลดและยกเลิกค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารนั้น โจทก์มิได้ตกลงด้วย การประกาศลดและยกเลิกค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารจึงไม่มีผล จำเลยต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงเดิมซึ่งจ่ายขาดไปจำนวน 24,000 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยที่จ่ายขาดจำนวน 24,000 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จ่ายขาดจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,061.10 บาท รวม 58,061.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นค่าจ้างค้าง 24,000 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 24,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึงเงินหรือเงินและสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลาด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายเป็นการตอบแทนในวิธีอย่างไร และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร" บทบัญญัติดังกล่าวมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อแรก ค่าจ้างนั้นมิได้คำนึงว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีวิธีการจ่ายโดยกำหนดหรือคำนวณอย่างไร ข้อที่สองค่าจ้างนั้นต้องเป็นเงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ลูกจ้าง มิใช่จ่ายผ่านมือลูกจ้างไปยังผู้อื่น และข้อที่สาม ค่าจ้างนั้นนายจ้างจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในชื่อค่าครองชีพ แม้จะไม่เรียกค่าจ้าง แต่ก็มิใช่สาระสำคัญที่จะวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ ตามหลักเกณฑ์ข้อแรก ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารนั้นเป็นเงินที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างให้แก่โจทก์เป็นประจำ จำนวนแน่นอน โดยไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันมาเบิก อันเป็นการจ่ายให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ข้อที่สอง และจำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหาร เพื่อเป็นการชดเชยค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหารที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อการงานของจำเลยอันเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามหลักเกณฑ์ข้อที่สาม ค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นค่าจ้าง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน และต้องนำมาเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าชดเชย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของจำเลยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยออกประกาศจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์ให้แก่ผู้บริหาร อันเป็นประกาศที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว แต่ประกาศดังกล่าวนี้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การที่จำเลยออกประกาศลดค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารและออกประกาศเลิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แม้โจทก์และลูกจ้างของจำเลยจะมิได้คัดค้าน แต่ก็มิได้ตกลงยินยอมให้จำเลยลดหรือเลิกการจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารดังกล่าว ประกาศของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศและไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าย่อมไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารจำนวนตามข้อตกลงเดิม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์สำหรับผู้บริหารส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2544 นายชัยยุทธ มังกรงาม โจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัยยุทธ มังกรงาม · จำเลย - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายนพรัตน์ สุพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 16023-16031/2553ฎีกา 2328/2533ฎีกา 768/2533ฎีกา 1873/2530ฎีกา 7337/2549ฎีกา 1810/2566ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 4921/2532ฎีกา 5790-5822/2543ฎีกา 3539/2536ฎีกา 5200/2543ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 2681-2683/2545ฎีกา 19140-19173/2557ฎีกา 2725/2530ฎีกา 259/2531ฎีกา 1316/2536ฎีกา 1128/2544ฎีกา 1448/2541ฎีกา 1850/2544ฎีกา 909/2532ฎีกา 195-197/2538ฎีกา 4961/2532ฎีกา 4532/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา