⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 259/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง หากลูกจ้างตกลงด้วยก็มีผลใช้บังคับได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ยังขาดอยู่แก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลยมีข้อบังคับให้จ่ายเงินบำเหน็จ แต่อุทธรณ์ว่าเดิมจำเลยมีข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2528 โดยไม่ระบุว่าเงินบำเหน็จสูงกว่าค่าชดเชยจะเป็นอย่างไร ต่อมาจำเลยออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2529 ยกเลิกฉบับปี พ.ศ. 2528 เพื่อประโยชน์แก่จำเลยข้อบังคับฉบับหลังนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ ทั้งกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ หากโจทก์ตกลงด้วยก็มีผลใช้บังคับได้อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ตามข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2529 กำหนดว่าในกรณีที่พนักงานออกจากงานโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้แต่ถ้าค่าชดเชยที่มีสิทธิได้รับต่ำกว่าเงินบำเหน็จที่จะได้รับตามข้อบังคับนี้ก็ให้จ่ายเพิ่มเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่ ซึ่งมีความหมายว่าพนักงานของจำเลยคนใดที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานอยู่แล้วหากค่าชดเชยนั้นมีจำนวนต่ำกว่าเงินบำเหน็จ จำเลยก็จะจ่ายค่าชดเชยให้เต็มจำนวนกับยังจ่ายเงินบำเหน็จให้อีกตามจำนวนที่แตกต่างกันเฉพาะส่วนที่มีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยเกินกว่าจำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวเงินที่โจทก์ได้รับจึงเป็นค่าชดเชยเต็มจำนวนแล้ว โจทก์คงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่เท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.12 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๔,๘๓๐ บาท ค่าครองชีพเดือนละ ๓๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๐ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุโดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แล้ว โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงิน ๑๖๙,๒๙๐ บาทแต่จำเลยจ่ายให้เพียง ๓๖,๘๔๐ บาท คงขาดอีกเป็นเงิน ๑๓๒,๔๕๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน ๑๓๒,๔๕๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าเดิมโจทก์เป็นคนงานเหมาของโรงพิมพ์ตำรวจต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ โจทก์จึงเป็นพนักงานโรงพิมพ์ตำรวจ โรงพิมพ์ตำรวจมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ กำหนดว่าในกรณีพนักงานออกจากงานโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานแล้วไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้ แต่ถ้าค่าชดเชยที่มีสิทธิได้รับต่ำกว่าเงินบำเหน็จที่จะได้รับตามข้อบังคับนี้ก็ให้จ่ายเพิ่มเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่ และตามข้อบังคับของโรงพิมพ์ตำรวจดังกล่าวโจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยเพียง ๑๔ ปี เพราะโจทก์ไม่มีสิทธินำระยะเวลาทำงานระหว่างเป็นคนงานเหมาชั่วคราวตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ แก่โจทก์ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๑๗ มารวมคำนวณด้วย จำเลยจ่ายเงิน ๖๐,๖๒๐ บาทแก่โจทก์ แยกเป็นค่าชดเชย ๓๐,๗๘๐ บาท และเงินบำเหน็จ ๓๖,๘๔๐ บาท การจ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจำนวน ๖๗,๖๒๐ บาท แยกเป็นค่าชดเชย ๓๐,๗๘๐ บาท และเงินบำเหน็จจำนวน ๓๖,๘๔๐ บาท ซึ่งถูกต้องตามข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ ข้อ ๑๐ แล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าเดิมจำเลยได้ออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยไม่ระบุว่าเงินบำเหน็จสูงกว่าค่าชดเชยจะเป็นอย่างไร ซึ่งศาลแรงงานกลางเคยพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จทั้งสองจำนวนมาแล้ว จำเลยจึงได้ออกข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ ยกเลิกฉบับปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เพื่อประโยชน์แก่จำเลย ข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ปัญหาข้อนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินบำเหน็จที่ยังขาดจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยมีข้อบังคับให้จ่ายเงินบำเหน็จเท่านั้น โจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าเดิมจำเลยเคยมีข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ประการใด และได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันในเรื่องใด และจะขัดกันในสาระสำคัญว่าอย่างใด อันพึงเป็นข้อที่ศาลจะพิจารณาว่าเป็นคุณหรือไม่เป็นคุณแก่โจทก์ ทั้งกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนี้ แม้กรณีจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ก็ตาม หากโจทก์ได้ตกลงด้วยก็ยังมีผลบังคับได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายเช่นเดียวกัน แม้ในวันนัดพิจารณาจำเลยได้ส่งข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๘ ตามคำขอของโจทก์และโจทก์จำเลยต่างแถลงรับถึงความมีอยู่และความแท้จริงไว้แล้วก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าได้มีประเด็นข้อพิพาทในปัญหาข้อนี้เกิดขึ้นแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าว เงินบำเหน็จเป็นเงินต่างประเภทกับค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์เต็มจำนวนตามข้อบังคับเห็นว่าตามข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. ๒๕๒๙ ข้อ ๑๐ กำหนดว่าในกรณีที่พนักงานออกจากงานตามข้อ ๙ โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานแล้วไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับนี้ แต่ถ้าค่าชดเชยที่มีสิทธิได้รับต่ำกว่าเงินบำเหน็จที่จะได้รับตามข้อบังคับนี้ก็ให้จ่ายเพิ่มเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่ ซึ่งมีความหมายว่า พนักงานของจำเลยคนใดที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน อยู่แล้ว หากค่าชดเชยนั้นมีจำนวนต่ำกว่าเงินบำเหน็จ จำเลยก็จะจ่ายค่าชดเชยให้เต็มจำนวนกับยังจ่ายเงินบำเหน็จให้อีกตามจำนวนที่แตกต่างกันของค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จเฉพาะส่วนที่มีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยนั้น โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยเกินกว่าจำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ เงินที่ได้รับเป็นค่าชดเชยเต็มจำนวนแล้ว เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยที่มีจำนวนต่ำกว่าเงินบำเหน็จ โจทก์จึงคงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินบำเหน็จเต็มจำนวนได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259/2531 นางศรีสมร สิงหาโภค โจทก์ กรมตำรวจ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางศรีสมร สิงหาโภค · จำเลย - กรมตำรวจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาโนช เพียรสนอง · จุนท์ จันทรวงศ์ · สีนวล คงลาภ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายธนะพัฒน์ แจ่มจันทร์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7238-7239/2544ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3563/2543ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4715/2542ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 367/2568ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1646/2546ฎีกา 768/2533ฎีกา 5086/2537ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 1873/2530ฎีกา 7337/2549ฎีกา 8988/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา