⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 367/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ที่ดินนั้นจะไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี แต่บ้านพิพาทนั้นถือเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เนื่องจากเจ้าของบ้านยอมรับว่าตนเป็นเจ้าของบ้านโดยการยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้

ย่อคำพิพากษา

แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.301 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1305

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 443,896.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 405,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 หมู่ที่ 8 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 ที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยึดเฉพาะสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 หมู่ที่ 8 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยตึก 1 ชั้น เลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยึดเฉพาะสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ออกขายทอดตลาด โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เป็นที่ดินของรัฐประเภทที่ดินรกร้างว่างปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) จำเลยไม่ใช่เจ้าของและเป็นทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ตามคำร้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองหรืออยู่อาศัยไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้นดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทตามคำร้องได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ ตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกาเพราะรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิได้เข้ามาโต้แย้งสิทธิของตนกับโจทก์จำเลยในคดีด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอัมพร มิใช่เป็นของจำเลยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 จึงไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568 นาง ส. โจทก์ นาง ป. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ส. · จำเลย - นาง ป.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิรดี โพธิ์พร้อม · อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล · สาธุ เพ็ชรไชย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสรรชัย รุ่งโรจน์ชนาทิพย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
แหล่งที่มาสรรหาฎีกาเด็ด
หมายเลขคดีดำพ.654/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 1768/2548ฎีกา 1331/2479ฎีกา 4637/2567ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1022/2551ฎีกา 2328/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 1646/2546ฎีกา 609/2522ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 2775/2541ฎีกา 8988/2550ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 3830/2524ฎีกา 3604/2533ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2718/2538ฎีกา 7201/2568ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สรรหาฎีกาเด็ด