⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1821/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เมื่อถึงกำหนด สัญญาจะสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และนายจ้างไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2. การแบ่งสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้นๆ ต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง

ย่อคำพิพากษา

เมื่อลูกจ้างทำงานให้นายจ้างถึงวันที่ครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง สัญญาจ้างแรงงานที่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงว่าลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.17 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.20 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ จำเลยให้การว่า โจทก์จ้างนางสาวสุวรรณา ศักดิ์ศรีประดู่ชัย เป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ตำแหน่งพนักงานธุรการ ปฏิบัติงานที่กองการเงิน การประปานครหลวง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๕,๑๖๐ บาท โจทก์หมดสัญญากับการประปานครหลวงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประมาณปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์บอกเลิกจ้างนางสาวสุวรรณาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่เนื่องจากการประปานครหลวงต่อสัญญากับโจทก์จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ โจทก์จึงให้พนักงานของการประปานครหลวงเรียกนางสาวสุวรรณาซึ่งหยุดงานไปตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ กลับไปทำงานอีกตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แล้วเลิกจ้างนางสาวสุวรรณา จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า การที่โจทก์เลิกจ้างนางสาวสุวรรณาโดยที่นางสาวสุวรรณาไม่ได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่เคยจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นางสาวสุวรรณา โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ๓๐,๙๖๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕,๑๖๐ บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒,๐๖๔ บาท ให้แก่นางสาวสุวรรณา ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างเพราะการสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาวสุวรรณาตามคำสั่งที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ของจำเลยนั้น เห็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาข้อ ๑ กำหนดว่า นายจ้างตกลงจ้างและลูกจ้างตกลงรับจ้างทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ เมื่อนางสาวสุวรรณาทำงานให้โจทก์ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างข้อ ๑ ดังกล่าว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางสาวสุวรรณา ส่วนค่าชดเชยนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณา โจทก์มีเจตนาที่จะจ้างนางสาวสุวรรณาให้ทำงานให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วง โดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า นางสาวสุวรรณาไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่าโจทก์มีเจตนาไม่ให้นางสาวสุวรรณาลูกจ้างของโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๐ และสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาวสุวรรณาไม่ปรากฏว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลโดยจ้างในช่วงฤดูกาลนั้น จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสาม และวรรคสุดท้ายที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง เมื่อรวมระยะเวลาทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันแล้ว นางสาวสุวรรณาทำงานกับโจทก์ครบสามปี แต่ยังไม่ครบหกปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามมาตรา ๑๑๘ (๓) จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นางสาวสุวรรณาเป็นเงิน ๓๐,๙๖๐ บาท จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นางสาวสุวรรณาเพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่าพยานจำเลยรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้จัดให้นางสาวสุวรรณาหยุดพักผ่อนประจำปี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สรุปแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓ เฉพาะในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นางสาวสุวรรณา ศักดิ์ศรีประดู่ชัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2545 บริษัทเอส.พี.วาย.แมนเพาเวอร์ แอนด์ บิสสิเนส จำกัด โจทก์ นายทวีศักดิ์ ศรีสมบูรณ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเอส.พี.วาย.แมนเพาเวอร์ แอนด์ บิสสิเนส จำกัด · จำเลย - นายทวีศักดิ์ ศรีสมบูรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายจักรกฤช เจริญเลิศ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6877/2544ฎีกา 221-222/2525ฎีกา 144/2535ฎีกา 8077-8078/2549ฎีกา 1013/2533ฎีกา 1961/2543ฎีกา 1824-1825/2544ฎีกา 654/2536ฎีกา 8335/2560ฎีกา 11912/2553ฎีกา 5790-5822/2543ฎีกา 3995-4017/2542ฎีกา 8631/2550ฎีกา 9450/2544ฎีกา 5200/2543ฎีกา 8854/2547ฎีกา 584/2536ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 2411-2415/2529ฎีกา 14260/2558ฎีกา 3117/2543ฎีกา 5180/2542ฎีกา 2579/2531ฎีกา 7084-7289/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา