⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8791/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8791/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่จำต้องให้ฝ่ายนายจ้างยินยอมอนุมัติ และการเลิกสัญญาจ้างมีผลในวันที่ลูกจ้างแจ้งไว้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานการเงิน ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นหนังสือขอลาออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 เมื่อถึงวันที่กำหนดในหนังสือขอลาออกโจทก์ก็ไม่ได้เข้ามาทำงานกับจำเลยอีก ดังนี้ การที่โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกต่อจำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง และการเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ในหนังสือขอลาออก การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แม้ว่าตามระเบียบของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่อัตราเงินเดือนค่าจ้างและการค้ำประกัน ฯ ข้อ 8 จะระบุว่า "พนักงานขอลาออกจากการเป็นพนักงานของสมาคมให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคม และให้มีผลของการลาออกได้เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ" และคณะกรรมการดำเนินงานของจำเลยจะมีมติไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกก็ตาม แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ลาออกจากงานโดยชอบ สัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แล้ว ดังนี้จำเลยจึงไม่อาจเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยการเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ลาออกเป็นการกระทำผิดระเบียบสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่อัตราเงินเดือนค่าจ้างและการค้ำประกัน ฯ ข้อ 9 (5) ขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งได้สั่งในกิจการของสมาคม ฯ (6) ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้สมาคม ฯ เสียหายอย่างร้ายแรง (7) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่สมาคม ฯ อย่างร้ายแรง และ (9) ขาดงานติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร ตามหนังสือแจ้งผลการสอบวินัยความผิดอีกแต่อย่างใด คำสั่งจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานจึงไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.17 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 232,520 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินบำเหน็จจำนวน 212,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประกันจำนวน 20,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ คำขอให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,180 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยมีข้อบังคับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.ล.4 และมีระเบียบ ฯ ตามเอกสารหมาย จ.ล.5 ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกจากงานโดยระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 แล้วโจทก์ไม่ได้เข้าทำงานกับจำเลยนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2547 คณะกรรมการดำเนินงานจำเลยประชุมและมีมติไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออก วันที่ 11 สิงหาคม 2547 จำเลยส่งหนังสือแจ้งมติที่ประชุมให้โจทก์ทราบ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 คณะกรรมการดำเนินงานจำเลยประชุมและมีมติไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่จ่ายเงินบำเหน็จ และจำเลยไม่ได้คืนเงินประกันแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 และข้อ 3 ว่าโจทก์ลาออกจากงานโดยชอบหรือไม่ และการที่จำเลยไล่โจทก์ออกจากงานเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานการเงินนั้น เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 โจทก์ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากงาน โดยขอลาออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 เมื่อถึงวันที่กำหนดในหนังสือขอลาออกโจทก์ก็ไม่ได้เข้ามาทำงานกับจำเลยอีก ดังนี้การที่โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกต่อจำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้าง และการเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลในวันที่โจทก์แจ้งไว้ในหนังสือขอลาออกนั้น การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แม้ว่าตามระเบียบของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ อัตราเงินเดือนค่าจ้างและการค้ำประกัน พ.ศ.2546 เอกสารหมาย จ.ล.5 ข้อ 8 จะระบุว่า "พนักงานขอลาออกจากการเป็นพนักงานของสมาคมให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อคณะกรรมการของสมาคม และให้มีผลของการลาออกได้เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ" และคณะกรรมการดำเนินงานของจำเลยจะมีมติไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกก็ตาม แต่การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ลาออกจากงานโดยชอบ สัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2547 แล้ว ดังนี้จำเลยจึงไม่อาจเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ด้วยการเลิกจ้าง เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ลาออกเป็นการกระทำผิดระเบียบสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ อัตราเงินเดือนค่าจ้างและการค้ำประกัน พ.ศ.2546 ข้อ 9 (5) ขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งได้สั่งในกิจการของสมาคม ฯ (6) ละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้สมาคม ฯ เสียหายอย่างร้ายแรง (7) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่สมาคมอย่างร้ายแรง และ (9) ขาดงานติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร ตามหนังสือแจ้งผลการสอบวินัยความผิดอีกแต่อย่างใด คำสั่งจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานจึงไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 และข้อ 3 นี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 4 เป็นประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตามระเบียบของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เกษตรเมืองสุพรรณบุรี ว่าด้วยเงินบำเหน็จ พ.ศ.2545 ข้อ 3 แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ลาออกจากงานไปก่อนเป็นเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดก่อนเลิกจ้าง จึงมิใช่กรณีพนักงานถูกไล่ออกที่จะทำให้ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามระเบียบข้อดังกล่าวแล้ว ซึ่งปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้างต้นแล้วจะต้องถูกหักชดใช้ความเสียหายหรือไม่และเพียงใดนั้นศาลแรงงานกลางยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัย จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนของเงินบำเหน็จ ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ในส่วนของเงินบำเหน็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8791/2550 นางพรพิมล บัวมี โจทก์ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพรพิมล บัวมี · จำเลย - สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รัตน กองแก้ว · พิชิต คำแฝง · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6877/2544ฎีกา 221-222/2525ฎีกา 144/2535ฎีกา 8077-8078/2549ฎีกา 1013/2533ฎีกา 1961/2543ฎีกา 1824-1825/2544ฎีกา 654/2536ฎีกา 8335/2560ฎีกา 11912/2553ฎีกา 5790-5822/2543ฎีกา 3995-4017/2542ฎีกา 8631/2550ฎีกา 9450/2544ฎีกา 5200/2543ฎีกา 8854/2547ฎีกา 584/2536ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 2411-2415/2529ฎีกา 14260/2558ฎีกา 3117/2543ฎีกา 5180/2542ฎีกา 2579/2531ฎีกา 7084-7289/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ