⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10057/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10057/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม และบันทึกข้อตกลงต่างๆ ที่คู่พิพาทมีต่อกัน หากคู่กรณีตกลงให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาล อนุญาโตตุลาการย่อมผูกพันที่จะต้องวินิจฉัยไปตามคำวินิจฉัยของศาลที่ถึงที่สุดแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

ในการดำเนินกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนี้ เป็นอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ซึ่งมีข้อบังคับสมาคมประกันวินาศภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการข้อ 22 ว่า "อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม และบันทึกข้อตกลงต่างๆ ที่คู่พิพาทมีต่อกัน" ดังนั้น อนุญาโตตุลาการจึงต้องชี้ขาดไปตามข้อบังคับดังกล่าว เมื่อคู่ความตกลงให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาล อนุญาโตตุลาการจึงต้องผูกพันวินิจฉัยไปตามคำวินิจฉัยของศาลตามที่คู่ความตกลงกัน ซึ่งแม้ตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จะไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นต้องถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คำพิพากษาของศาลต่างชั้นกันมีผลแตกต่างกันนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยถือตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด จึงอาจขัดต่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่เป็นศาลสูงกว่า และตามกฎหมายกำหนดให้เป็นคำพิพากษาที่จะต้องถือตาม จึงย่อมต้องแปลความตามความมุ่งหมายหรือเจตนาอันแท้จริงของคู่ความว่าคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวหมายถึงคำวินิจฉัยที่ถึงที่สุดแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลล่างที่อาจไม่มีผลให้ถือตาม จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิได้เป็นไปตามที่คู่ความได้ตกลงกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ศาล ทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (5)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.146 พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม.43

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 549,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าธรรมเนียม 5,000 บาท แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านรับผิดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คือ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 549,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าธรรมเนียมในชั้นอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้อง 5,000 บาท และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า กรณีมีเหตุอันควรยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ โดยข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการคู่ความตกลงกันตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ว่า "คดีแพ่งที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ดังที่ระบุไว้ในรายงานวันที่ 8 ตุลาคม 2542 นั้น จนบัดนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าสำหรับประเด็นที่ 1 (หมายถึงประเด็นพิพาทว่า เหตุเรื่องนี้เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่คู่กรณีรับประกันภัยไว้หรือไม่) นั้น ขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นนี้" ต่อมาศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาว่าเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่ผู้คัดค้านรับประกันภัย แต่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะคู่ความยื่นอุทธรณ์ ต่อมาอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดในค่าเสียหายโดยมิได้รอให้ผลคดีถึงที่สุด นั้น เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนี้ เป็นอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัยซึ่งมีข้อบังคับสมาคมประกันวินาศภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ข้อ 22 ว่า "อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม และบันทึกข้อตกลงต่าง ๆ ที่คู่พิพาทมีต่อกัน" ดังนั้น อนุญาโตตุลาการจึงต้องชี้ขาดไปตามข้อบังคับดังกล่าว เมื่อคู่ความตกลงให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาล อนุญาโตตุลาการจึงต้องผูกพันวินิจฉัยไปตามคำวินิจฉัยของศาลตามที่คู่ความตกลงกัน ซึ่งแม้ตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จะไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นต้องถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คำพิพากษาของศาลต่างชั้นกันมีผลแตกต่างกันนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยถือตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด จึงอาจขัดต่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่เป็นศาลสูงกว่า และตามกฎหมายกำหนดให้เป็นคำพิพากษาที่จะต้องถือตาม จึงย่อมต้องแปลความตามความมุ่งหมายหรือเจตนาอันแท้จริงของคู่ความว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวหมายถึง คำวินิจฉัยที่ถึงที่สุดแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลล่างที่อาจไม่มีผลให้ถือตาม จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิได้เป็นไปตามที่คู่ความได้ตกลงกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (5) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น อนึ่ง ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งเรื่องคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีอีกต่อไป พิพากษากลับ .ให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10057/2555 บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) · ผู้คัดค้าน - บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นพพร โพธิรังสิยากร · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายเจียม เสาวภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.507/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 247/2526ฎีกา 6908/2543ฎีกา 19/2504ฎีกา 9476/2558ฎีกา 2401/2566ฎีกา 3913/2549ฎีกา 1883/2540ฎีกา 2857-2858/2539ฎีกา 6637/2539ฎีกา 7333/2540ฎีกา 3278/2538ฎีกา 10454/2551ฎีกา 3797-3798/2529ฎีกา 6814/2544ฎีกา 1401/2509ฎีกา 7824-7825/2551ฎีกา 7977/2559ฎีกา 500-501/2565ฎีกา 4682/2541ฎีกา 1734/2493ฎีกา 3172-3173/2554ฎีกา 1982/2542ฎีกา 674/2566ฎีกา 2045/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา