⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9059/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9059/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีกัญชาไว้ในครอบครองตามกฎหมายยาเสพติดให้โทษ ต้องเป็นการยึดถือไว้โดยมีเจตนาจะหวงกันไว้เพื่อตนเอง การเตรียมการเพื่อกระทำความผิดโดยยังไม่ได้มีการยึดถือทรัพย์สินไว้ยังไม่ถือว่าเป็นการครอบครอง.

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติหรือให้คำนิยามคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" ว่ามีความหมายครอบคลุมเพียงใด จึงต้องถือตามความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 ได้บัญญัติความหมายของคำว่า "ครอบครอง" ไว้ว่า ยึดถือไว้ มีสิทธิปกครองส่วนความหมายในทางกฎหมายให้นิยามไว้ว่า ยึดถือทรัพย์สินไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนอันทำให้บุคคลได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง ดังนั้น การมีกัญชาไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นการยึดถือไว้โดยมีเจตนาที่จะหวงกันไว้เพื่อตนเอง โดยอาจมุ่งหมายเพื่อใช้หรือหาประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า จำเลยได้รับการว่าจ้างจาก ห. ให้มารับกัญชาจากคนลาวไปส่งมอบให้ ห. ที่จังหวัดสกลนคร และตั้งแต่เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนตรวจค้นจับกุมจำเลยและขยายผลจนจับกุมผู้กระทำความผิดคนอื่นได้พร้อมกัญชา กัญชาของกลางไม่เคยอยู่ในความครอบครองของจำเลยแต่อย่างใด การที่จำเลยขับรถไปยังจุดนัดหมายเพื่อรอรับกัญชาของกลางเป็นเพียงการเตรียมการเพื่อกระทำความผิด แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 76/1 วรรคสอง, 100/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 15 ปี และปรับ 1,500,000 บาท คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีได้ แต่ไม่ให้เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยได้รับการว่าจ้างจากนายหงษ์ ให้มารับกัญชาของกลางจากคนลาว โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อนัดหมายส่งมอบกัญชา แล้วจะจ่ายเงินให้คนลาวที่นำกัญชามาส่งมอบ 10,000 บาท จากนั้นจำเลยจะนำกัญชาของกลางไปส่งมอบให้นายหงษ์ที่จังหวัดสกลนคร ทั้งนี้จำเลยได้รับเงินค่าจ้างเป็นเงิน 7,000 บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และธนบัตรจำนวน 17,000 บาท ในขณะที่จำเลยขับรถจะไปรับกัญชาของกลาง ขณะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและควบคุมตัวไว้ จำเลยไม่ได้มีกัญชาของกลางไว้ในครอบครอง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการขยายผลให้จำเลยโทรศัพท์ติดต่อกับคนลาวเพื่อให้นำกัญชาของกลางมาส่งมอบ จนกระทั่งยึดได้กัญชาเป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติหรือให้นิยามคำว่า มีไว้ในครอบครอง ว่ามีความหมายครอบคลุมเพียงใด จึงต้องถือตามความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้บัญญัติความหมายของคำว่า ครอบครอง ไว้ว่า ยึดถือไว้ มีสิทธิปกครอง ส่วนความหมายในทางกฎหมายให้นิยามไว้ว่า ยึดถือทรัพย์สินไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน อันทำให้บุคคลได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง ดังนั้น การมีกัญชาไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นการยึดถือไว้โดยมีเจตนาที่จะหวงกันไว้เพื่อตนเอง โดยอาจมุ่งหมายเพื่อใช้หรือหาประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า ตั้งแต่เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนตรวจค้นจับกุมจำเลยและขยายผลจนกระทั่งจับกุมผู้กระทำความผิดคนอื่นได้พร้อมกัญชาของกลาง กัญชาของกลางไม่เคยอยู่ในความครอบครองของจำเลยแต่อย่างใด การที่จำเลยขับรถไปยังจุดนัดหมายเพื่อรอรับกัญชาของกลางเป็นเพียงการเตรียมการเพื่อกระทำความผิด แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม ก็ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9059/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นายทรงยศ เหลินต้ายซ้าย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม · จำเลย - นายทรงยศ เหลินต้ายซ้าย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประยูร ณ ระนอง · พิศาล อัยยะวรากูล · อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครพนม - นางสาวกษมา ลอยเจิ่ง · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2937/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 675/2551ฎีกา 3012-3013/2543ฎีกา 1496/2543ฎีกา 5333/2545ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 171/2547ฎีกา 5522/2556ฎีกา 6541/2544ฎีกา 1888/2548ฎีกา 3211/2560ฎีกา 1992/2530ฎีกา 4912/2565ฎีกา 7014/2553ฎีกา 1069/2547ฎีกา 7101/2539ฎีกา 6634-6635/2553ฎีกา 8944/2544ฎีกา 5487/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 20130/2555ฎีกา 3555/2547ฎีกา 1783/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา