⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11423/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11423/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พนักงานอัยการจะฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาที่พนักงานสอบสวนมิได้สอบสวนตามกฎหมายไม่ได้ เว้นแต่เป็นข้อหาที่เกี่ยวพันกับข้อหาที่ได้สอบสวนมาแล้ว และอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ย่อคำพิพากษา

ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาจากพนักงานสอบสวนในข้อหาตามฟ้องข้อ 1 ก. บางส่วนและข้อ 1 ข. ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 พนักงานอัยการจึงต้องห้ามไม่ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟ้องในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง จึงไม่ชอบ ถึงแม้ประเด็นนี้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด จำคุกคนละ 4 ปี และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 400 บาท ตามฟ้องโจทก์ข้อ ก. บางส่วนและข้อ ข. หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งในสำนวนว่า พันตำรวจโทเกียรติยศ พนักงานสอบสวนในคดีนี้สอบสวนจำเลยทั้งสองเฉพาะแต่ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 1,000 บาท ตามฟ้องข้อ 1 ก. บางส่วน และข้อ 1 ค. เท่านั้น ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาจากพนักงานสอบสวนในข้อหาตามฟ้องข้อ 1 ก. บางส่วน และข้อ 1 ข. ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยทั้งสองในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ดดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 พนักงานอัยการจึงต้องห้ามไม่ให้ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟ้องในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ถึงแม้ประเด็นนี้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นต่อไปมีตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ดดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อคือนางสุณีย์ และนางศรีวรรณ หรือไม่ เห็นว่า มีเหตุควรสงสัยได้ว่ามีเหตุการณ์การล่อซื้อยาเสพติดที่บริเวณสะพานที่โจทก์อ้างว่าเหตุเกิดได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามที่โจทก์อ้าง ดังนี้เห็นว่าในคดีอาญาเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อพยานโจทก์มีพิรุธไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้มั่นคงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษอย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์จึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของได้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11423/2554 พนักงานอัยการจังหวัดน่าน โจทก์ นายประทวน ยาวุฒิ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดน่าน · จำเลย - นายประทวน ยาวุฒิ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศาล อัยยะวรากูล · ประยูร ณ ระนอง · อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดน่าน - นางวาสนา อุ้มเพชร · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายพิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1144/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 16243/2555ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 1888/2548ฎีกา 1992/2530ฎีกา 4912/2565ฎีกา 1069/2547ฎีกา 3593/2529ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3423/2548ฎีกา 3555/2547ฎีกา 2841/2555ฎีกา 4105/2541ฎีกา 5632/2551ฎีกา 15227/2553ฎีกา 3811/2528ฎีกา 15397/2553ฎีกา 6553/2547ฎีกา 2670/2521ฎีกา 199/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา