⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5061/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5061/2561

ป.อาญา ม.3, 29, 30 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติด ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ให้ประหารชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำคุกตลอดชีวิต และลงโทษปรับ 2,400,000 บาท ด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโทษที่วางก่อนกำหนดโทษใหม่ไม่มีโทษปรับ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.11 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.62 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ที่ถูก พ.ศ.2522 ม.157 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.43 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.145 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.157 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ม.6 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.65 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.102 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม.3

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 65, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 145/1 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาขับรถยนต์ในขณะมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 1,800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการติดต่อผู้มารับยาเสพติดให้โทษของกลางจนสามารถจับกุมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) และ 53 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 900,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต และปรับ 900,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง และ 157/1 วรรคสอง (ที่ถูกประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 1,800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ที่ถูก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 6 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 เดือน รวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 33 ปี 7 เดือน และปรับคนละ 1,200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,400,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท เมื่อรวมกับโทษสำหรับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 3 เดือน ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 4 ไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เพื่อให้จำเลยที่ 4 หลาบจำและมีโอกาสกลับตัวได้ยิ่งขึ้น จึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงปรับ 5,000 บาท และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 ไว้โดยให้จำเลยที่ 4 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7879 xxxx แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าว เชื้อชาติลาว สัญชาติลาว เดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาในราชอาณาจักรไทย บริเวณตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่ได้เข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอันถูกต้อง มีเมทแอมเฟตามีน 4,200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 114.824 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสี่เสพเมทแอมเฟตามีนและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 คงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถกระบะและได้ลงจากรถยนต์ไปหยิบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งนั่งโดยสารไปในรถกระบะนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีพันตำรวจโท สุทินและพันตำรวจตรี ปาระเมศร์มาเบิกความเป็นพยานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 3 ไปกับจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 3 ได้ยืมรถกระบะของนางดัชณี น้องสาว เพื่อไปซื้อสิ่งของ แล้วจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 2 ไปที่สวนเสือตระการ ส่วนจำเลยที่ 4 นำสืบต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 4 ไปเปิดห้องพักที่โรงแรม ระหว่างนั้นมีคนโทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงออกจากห้องพักแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 4 ไปที่บ้านหนองไฮ ต่อมาจำเลยที่ 3 ขับรถกระบะไปหาจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 พาจำเลยที่ 4 ไปที่สวนเสือตระการ จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้ก็ต่อเมื่อรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะรู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำเบิกความของพันตำรวจตรี ปาระเมศร์ว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้วิ่งหนีไปไหน เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ตอบปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง จึงเห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว โดยสัญชาตญาณ จำเลยที่ 3 และที่ 4 คงจะวิ่งหนีไปไม่ยอมให้จับกุม การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้หลบหนี จึงอาจเป็นไปได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาเพื่อรับเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับพยานโจทก์มิได้เบิกความเลยว่าเห็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการอย่างใด อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้เห็นเกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เหตุที่จับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุ คดีนี้ แม้จะจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ในขณะอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุ แต่ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ และให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้และของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7879 xxxx ของกลาง ของจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 7879 xxxx ของกลาง จำเลยที่ 3 ได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยมาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ถือว่ากฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นวางโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 เป็นการเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 โดยให้จำคุกตลอดชีวิต และลงโทษปรับ 2,400,000 บาท ด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโทษที่วางก่อนกำหนดโทษใหม่ไม่มีโทษปรับ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน ส่วนโทษสำหรับจำเลยอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5061/2561 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ ท้าว ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี · จำเลย - ท้าว ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ นิชโรจน์ · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ · วิชิต ลีธรรมชโย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายชินวัฒน์ ศุภนิตย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1780/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 628/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 239/2484ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 34/2521ฎีกา 16561/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา