⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7988/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7988/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน และต้องให้ผู้กล่าวหาได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้กล่าวหาร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาประมาณ 7,000 บาท เพื่อจะนำไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม เพื่อช่วยเหลือทางคดีแก่ ย. บุตรของผู้กล่าวหา กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมสอบถามปากคำผู้กล่าวหาแล้วนำคำบอกเล่าดังกล่าวมารับฟังลงโทษผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่าผู้กล่าวหาได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 112 (เดิม) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโต้เถียงทำนองว่า ถ้อยคำของผู้กล่าวหาฟังไม่ได้ โดยอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาในฐานะเสมียนทนายความเรียกเงินจากผู้กล่าวหาสืบเนื่องจาก ส. ทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหาไปเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจากผู้กล่าวหา โดยไม่ได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาจะนำเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดี ดังนี้ ถ้อยคำของผู้กล่าวหาจึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นได้ไต่สวน ท. และ ข. ก็ตาม แต่ ท. และ ข. มิใช่ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 นางสาวทิวาภรณ์นิติกรงานประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน สำนักงานประจำศาลจังหวัดเดชอุดม รายงานต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมว่า นางน้ำพองผู้กล่าวหามารดาของนายยุทธพงษ์ผู้ต้องหาในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.119/2549 ร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาประมาณ 7,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมเพื่อช่วยเหลือทางคดีแก่นายยุทธพงษ์และยังมีบุคคลอื่นร้องเรียนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเรียกเงินในการดำเนินคดีขอจัดการมรดกเป็นเงิน 40,000 บาท และในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ผู้ถูกกล่าวหามาศาลและสอบถามนางสาวทิวาภรณ์เกี่ยวกับหลักทรัพย์ในการขอปล่อยชั่วคราว นางสาวทิวาภรณ์สอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายความหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้เป็นทนายความ เป็นเพียงผู้รับมอบฉันทะเท่านั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนนางสาวทิวาภรณ์และนายเขิงแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความเรียกเงินจากนายเขิง คู่ความซึ่งมีข้อพิพาทที่ศาลจังหวัดเดชอุดม และเรียกเงินจากผู้กล่าวหา มารดาของนายยุทธพงษ์จำเลยซึ่งถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดเดชอุดม โดยอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดมและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาจำนวน 1,000 บาท ที่บริเวณโต๊ะตั้งเครื่องพิมพ์ดีดหน้าห้องฝ่ายธุรการคดี และผู้ถูกกล่าวหาแจ้งเท็จต่อนางสาวทิวาภรณ์ว่าเป็นทนายความ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นทนายความ อันเป็นการแสดงตนให้เจ้าพนักงานศาลและประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นทนายความ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำคุก 3 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ 3 พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีที่นางสาวทิวาภรณ์นิติกรงานประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน สำนักงานประจำศาลจังหวัดเดชอุดมรายงานต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมว่า ผู้กล่าวหาร้องเรียนว่าผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเป็นทนายความและเรียกรับเงินจากผู้กล่าวหาประมาณ 7,000 บาท เพื่อจะนำไปให้พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม เพื่อให้ช่วยเหลือทางคดีแก่นายยุทธพงษ์ บุตรของผู้กล่าวหา เป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยที่มิได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจำต้องไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อหาข้อเท็จจริงก่อน การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดมสอบถามปากคำผู้กล่าวหาแล้วนำคำบอกเล่าดังกล่าวมารับฟังโทษผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่ปรากฏว่าผู้กล่าวหาได้สาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโต้เถียงทำนองว่าถ้อยคำของผู้กล่าวหาฟังไม่ได้ โดยอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาในฐานะเสมียนทนายความเรียกเงินจากผู้กล่าวหาสืบเนื่องจากนายสันทัดทนายความ ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจากผู้กล่าวหา โดยไม่ได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาจะนำเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดี ดังนี้ ถ้อยคำของผู้กล่าวหาจึงรับฟังเป็นความจริงยังไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนนางสาวทิวภรณ์ และนายเขิง แต่นางสาวทิวาภรณ์และนายเขิง มิใช่ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ปัญหาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ถูกกล่าวหามิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนผู้กล่าวหา แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7988/2551 นางน้ำพอง ศรีผุย ผู้กล่าวหา นายสุริยพันธ์ ภักดีล้น ผู้ถูกกล่าวหา

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้กล่าวหา - นางน้ำพอง ศรีผุย · ผู้ถูกกล่าวหา - นายสุริยพันธ์ ภักดีล้น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 6321/2544ฎีกา 3329/2550ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ