⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4180/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากรรมแรกที่จำเลยเพียงใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และกรรมที่สองที่จำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้อาวุธมีดพร้าฟันทำร้ายผู้เสียหายจนผู้เสียหายเกรงกลัวและยินยอมให้กระทำชำเราโดยไม่ต้องใช้กำลังประทุษร้ายอีก ถือเป็นการกระทำความผิดคนละกรรมกัน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 สองกรรม ความผิดกรรมแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขู่บังคับผู้เสียหายมิให้ขัดขืน แล้วได้ใช้กำลังประทุษร้ายโดยการใช้กำปั้นชกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายหลายครั้ง จนผู้เสียหายอยู่ภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่บังคับผู้เสียหายมิให้ขัดขืนก่อนลงมือกระทำชำเราด้วยวิธีใช้อาวุธ ส่วนความผิดกรรมที่สองโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้มีดพร้าที่จำเลยมีติดตัวเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายหากผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แล้วจำเลยได้ขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายนอนลงกับพื้นและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ การกระทำความผิดสองกรรมจึงต่างกัน ความผิดกรรมแรกจำเลยเพียงใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แตกต่างจากความผิดกรรมที่สองที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายด้วยว่าจะใช้อาวุธมีดพร้าฟันทำร้าย ซึ่งทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวจนต้องยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยจำเลยไม่ต้องใช้กำลังประทุษร้ายอีกแต่อย่างใด ความผิดกรรมแรกจึงไม่ใช่การกระทำโดยใช้อาวุธ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 91, 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมและโดยใช้อาวุธ รวม 2 กระทง จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 50 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 50 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง กระทงหนึ่ง ให้จำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 25 ปี อีกกระทงหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 32 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 32 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า การกระทำความผิดกรรมแรกของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำโดยใช้อาวุธหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดสองกรรม โดยกรรมแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขู่บังคับผู้เสียหายมิให้ขัดขืน แล้วได้ใช้กำลังประทุษร้ายโดยการใช้กำปั้นชกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายหลายครั้ง จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่บังคับผู้เสียหายก่อนลงมือกระทำชำเรามิให้ขัดขืนด้วยวิธีใช้อาวุธ แต่กรรมที่สองโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้มีดพร้าที่จำเลยมีติดตัวเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายหากผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แล้วจำเลยได้ขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายนอนลงกับพื้นและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งเห็นได้ว่าการขู่เข็ญบังคับของจำเลยในการกระทำความผิดกรรมแรกนั้น จำเลยต้องใช้กำปั้นชกประทุษร้ายบริเวณหน้าท้องด้วยหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แตกต่างจากการกระทำความผิดกรรมที่สองที่จำเลยเพียงแต่ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะใช้อาวุธมีดพร้าฟันทำร้าย ซึ่งความร้ายแรงของการขู่เข็ญนั้นก็ทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวจนต้องยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้ว โดยจำเลยไม่ต้องใช้กำลังประทุษร้ายอีกแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยกรรมแรกตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำโดยใช้อาวุธ แต่เป็นการกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2548 พนักงานอัยการจังหวัดยะลา โจทก์ นายมูหัมมะสุกรี อาหะมัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดยะลา · จำเลย - นายมูหัมมะสุกรี อาหะมัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดมศักดิ์ นิติมนตรี · วัฒนชัย โชติชูตระกูล · พิทยา บุญชู
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยะลา - นายวิสูตร มานะพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 233/2552ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567ฎีกา 1567/2535ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7958/2555ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2047/2533ฎีกา 6847/2567ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 9797/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา