⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11097/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11097/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างและไม่มีสิทธิฟ้องต่อศาลแรงงาน เป็นการโต้แย้งในเนื้อหาแห่งคดี ไม่ใช่การโต้แย้งอำนาจศาล

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกร้องเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลแรงงานภาค 5 คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นการยกข้อต่อสู้เพื่อให้ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองกับโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน โจทก์ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินจากจำเลยทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 5 คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ใช่การอ้างเหตุหรือโต้แย้งอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าจ้างค้างจ่าย 140,000 บาท ค่าชดเชย 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549) ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าสัญญาเอกสารหมาย ล. 3 และ จ. 1 มิใช่สัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงานและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลแรงงานภาค 5 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ในการดำเนินกระบวนพิจารณาจะต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มิใช่การจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีจำเลยเพื่อเรียกร้องเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลนี้ได้นั้น คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นการยกข้อต่อสู้เพื่อให้ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองกับโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน โจทก์ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินจากจำเลยทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 5 คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การอ้างเหตุหรือโต้แย้งอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 ไม่จำต้องส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11097/2556 นายวรเทพ คานีเยาว์ โจทก์ บริษัทนิฮอนเซลฟ์เมดิคอล (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวรเทพ คานีเยาว์ · จำเลย - บริษัทนิฮอนเซลฟ์เมดิคอล (ประเทศไทย) จำกัดกับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปดารณี ลัดพลี · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 5 - นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.1766/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4184/2543ฎีกา 74/2550ฎีกา 3173/2536ฎีกา 8395/2550ฎีกา 7397/2551ฎีกา 2510/2526ฎีกา 1969/2534ฎีกา 8789/2550ฎีกา 5655/2544ฎีกา 1849/2533ฎีกา 7812-7813/2544ฎีกา 690/2552ฎีกา 8622/2544ฎีกา 363/2546ฎีกา 3128/2549ฎีกา 259-260/2551ฎีกา 2465/2540ฎีกา 2597/2527ฎีกา 5604/2542ฎีกา 3403/2529ฎีกา 1030/2546ฎีกา 3923-3932/2546ฎีกา 1347/2529ฎีกา 20446/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา