⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1305/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งหรือคำวินิจฉัยตามกฎหมาย มีส่วนได้เสียในการกระทำดังกล่าว จึงสามารถถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยนั้นได้ เมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลอาจกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ประสงค์ฟ้องคดีเพื่อให้ศาลแรงงานภาค 6 เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนทดแทนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายและให้พิพากษาว่าการประสบอันตรายของ พ. บุตรโจทก์เกิดจากการทำงานให้แก่นายจ้างอันเป็นการฟ้องเพื่อทำลายมติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกผู้พิจารณาในชั้นต้น สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่างเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งและคำวินิจฉัย การที่โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นการฟ้องผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ออกคำสั่งหรือคำวินิจฉัยปัญหาพิพาทตามกฎหมายเพื่อทำลายคำสั่งและคำวินิจฉัยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นจำเลยได้ โจทก์ฟ้องคดีด้วยวาจา ศาลแรงงานภาค 6 บันทึกรายการแห่งข้อหาตามแบบคำฟ้องคดีแรงาน (รง.1) โดยคำขอท้ายคำฟ้องระบุขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ว่า พ. ถึงแก่ความตายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง ไม่เป็นการประสบอันตรายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 และขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณี พ. ถึงแก่ความตายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นเวลา 5 ปี เมื่อสิทธิการได้รับค่าทดแทนของโจทก์ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจึงให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์โดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตาม มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ (เกินไปจากคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.35 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.52 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม.5 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม.18 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและพิพากษาว่านายพันธกานต์ ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง และให้จ่ายเงินทดแทนรายเดือนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน ในกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายเป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นเงินเดือนละ 3,600 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 216,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนกรณีการตายของนายพันธกานต์ แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ในการจ่ายนั้นให้จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 18 (4) และมาตรา 18 วรรคสี่ โดยค่าจ้างรายเดือนของนายพันธกานต์ เท่ากับ 6,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นส่วนงานหนึ่งของสำนักงานประกันสังคมและพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 49 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนตาม มาตรา 49 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนและออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจึงมีผลโดยตรงต่อนายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เมื่อ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นที่สุด ดังนี้เมื่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยเสียได้ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 29 บัญญัติหลักการไว้ว่าจะต้องเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนคดีแพ่งทั่วไป มาตรา 35 จึงบัญญัติให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเป็นโจทก์ทำคำฟ้องเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลเองหรือจะฟ้องคดีด้วยวาจาก็ได้โดยให้ศาลมีอำนาจสอบถามตามที่จำเป็นแล้วบันทึกรายการแห่งข้อหา คดีนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต่างเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งและคำวินิจฉัย การที่โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกจึงถือได้แล้วว่าเป็นการฟ้องผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ออกคำสั่งหรือคำวินิจฉัยปัญหาพิพาทตามกฎหมายเพื่อทำลายคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้แต่งตั้งพนักงานอัยการเข้ามาแก้ต่างแทนฝ่ายจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกเป็นจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่าศาลแรงงานภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนรายเดือนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 60 ของเงินค่าจ้างต่อเดือนเป็นเวลา 8 ปี เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีของนายพันธกานต์ซึ่งถึงแก่ความตายจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน เป็นรายเดือนมีกำหนด 8 ปี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 แม้ว่าศาลแรงงานภาค 6 ได้พิพากษาว่าให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ซึ่งเกินไปจากที่โจทก์มีคำขอเป็นเวลาเพียง 5 ปี โดยมิได้อ้างเหตุว่าศาลเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไรก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อสิทธิการได้รับค่าทดแทนของโจทก์กรณีคดีนี้ตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้กำหนดให้มีสิทธิเป็นเวลา 8 ปี และยังปรากฏว่าคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเป็นการทำลายคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนซึ่งต่างเป็นผู้ออกคำสั่งและคำวินิจฉัยว่านายพันธกานต์ถึงแก่ความตายไม่ใช่เป็นผลโดยตรงจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือทำตามคำสั่งนายจ้าง จึงไม่ได้เป็นการประสบอันตรายตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งในชั้นฟ้องคดีโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของนายพันธกานต์มอบอำนาจให้นางลักขณามาดำเนินคดีโดยการฟ้องคดีด้วยวาจา และศาลแรงงานภาค 6 บันทึกรายการแห่งข้อหา ตามแบบคำฟ้องคดีแรงงาน (รง.1) ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยการจ่ายเงินให้จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสี่ ตามที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยมาได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2557 นางอำไพ สุธงษา โจทก์ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอำไพ สุธงษา · จำเลย - สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีป ตันสวัสดิ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 6 - นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.2923/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 7174/2542ฎีกา 3825/2545ฎีกา 1596/2529ฎีกา 9380/2544ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1221/2549ฎีกา 4618/2541ฎีกา 2462/2533ฎีกา 2839/2527ฎีกา 5128/2546ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 5025/2548ฎีกา 14813/2557ฎีกา 1684/2566ฎีกา 422/2541ฎีกา 5494/2541ฎีกา 3820/2528ฎีกา 3922/2546ฎีกา 1359/2530ฎีกา 4309/2541ฎีกา 718/2550ฎีกา 7061/2540ฎีกา 3306/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา