คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2565
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลเข้าร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง รวมถึงใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ย่อมถือได้ว่าเป็นสมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้นโดยปริยาย
ย่อคำพิพากษา
แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. แต่ปรากฏตามแผนผังหมู่บ้านดังกล่าวว่า ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าว ต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปาก ก. รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม.47 พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม.48 พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม.49
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับโอนโครงการหมู่บ้านจัดสรร ช. มาจากบริษัท ม. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 โจทก์มีหน้าที่จัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และบริการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านดังกล่าวภายใต้ข้อบังคับ จำเลยกับนางสาวอัญชลี ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 47287 จากนายพุฒ ตั้งแต่ปี 2530 ก่อนที่บริษัท ม. โอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการหมู่บ้านดังกล่าวให้โจทก์ดูแล
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. ก็ตาม ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งนายอธิป ทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายไกรศร รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามคำฟ้องของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนตามฟ้องจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ 475,938 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งเดิมให้คิดดอกเบี้ยในหนี้เงินระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ขณะนี้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกมาแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 โดยมาตรา 7 ให้คิดดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3 ต่อปี แต่อาจลดหรือเพิ่มได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่กำหนดในมาตรา 7 บวกเพิ่มด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป
พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 เช่นใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในส่วนตามมาตรา 7 ไปตามนั้น แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2565
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. โจทก์
นาย พ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. · จำเลย - นาย พ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · ประทีป อ่าววิจิตรกุล · ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายวีระพงษ์ ทองอ่อน · ศาลอุทธรณ์ - นายสังคม สุภาผล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | ผบ.(พ)25/2564 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา